
ไร่หมุนเวียนกำลังเลือนหายไปอย่างเงียบ ๆ ทุกครั้งที่มีมาตรการและนโยบายถูกประกาศขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกฎหมายห้ามเผาอย่างเหมารวม การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับบนถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินของชุมชน การส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม ตลอดจนกระแสสังคมกล่าวโทษชุมชนที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าว่าเป็นผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ไร่หมุนเวียนและวิถีชนพื้นเมืองชาติพันธุ์นั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบเกษตรกรรมที่มีภูมิปัญญาในการดูแลป่าและการจัดการไฟ ส่งผลให้ป่าที่ยังคงมีชนพื้นเมืองและไร่หมุนเวียนในไทยคือป่าที่ยังสมบูรณ์ในปัจจุบัน
การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและรักษาการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 ได้เสนอแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และยกระดับคุณค่าของไร่หมุนเวียน ด้วยการผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ของยูเนสโก ในฐานะมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม โดยมุ่งยกระดับสถานะจากที่ขณะนี้ “คึ-ฉึ่ย” หรือไร่หมุนเวียนในภาษาปกาเกอญอสกอว์ เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ไปสู่การยอมรับในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังอยู่ในกระบวนการทำข้อเสนอและพิจารณาขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนให้ไร่หมุนเวียนเป็นมรดกโลก แต่คำถามสำคัญก่อนเข้ากระบวนการเหล่านี้คือ การได้ยอมรับในฐานะมรดกโลกจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในบริบททางสังคม กฎหมาย และนโยบายของประเทศไทยมากน้อยเพียงใด สถานะดังกล่าวจะสามารถคุ้มครองพื้นที่ วิถีชีวิต และสิทธิของชุมชนรวมถึงสิทธิการใช้ไฟที่สืบทอดภูมิปัญญาไร่หมุนเวียนมาได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใด กระบวนการขึ้นทะเบียนนั้นเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ ทั้งการรับรู้ข้อมูลรอบด้านรวมถึงความเสี่ยง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีส่วนในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ไร่หมุนเวียนและสิทธิการใช้ไฟกลายเป็นเพียง “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” จริงๆในเชิงสิทธิและกฎหมาย
สภาลมหายใจเชียงใหม่มีความเห็นถึงความท้าทายกระบวนการพิจารณาก่อนขึ้นทะเบียนในฐานะมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมระดับโลก ซึ่งได้รวมข้อสังเกตจาก ศ.ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายได้แสดงข้อสังเกตฝากถึงชุมชนไว้ด้วย ดังต่อไปนี้
- ขณะนี้สถานะมรดกชาติก็ยังไม่สามารถคุ้มครองพื้นที่และวิถีไร่หมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานะมรดกโลกจะสามารถช่วยยกระดับการคุ้มครองเชิงกฎหมายและสังคมได้อย่างไร
- หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกโลกของต่างประเทศคือ พื้นที่นั้นกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจนวัฒนธรรมกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเข้ามาชมมากกว่าการสืบสานเพื่อชุมชนเอง ไร่หมุนเวียนจึงอาจเสี่ยงต้องเปิดเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยวและการพาณิชย์หรือไม่ มากกว่าการทำเกษตรเพื่อเลี้ยงปากท้องครัวเรือน หากเป็นเช่นนั้น จะยังตอบโจทย์วิถีชีวิตและเจตนารมย์เดิมของไร่หมุนเวียนหรือไม่
- จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการขึ้นบัญชีกับยูเนสโกมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า ใครคือเจ้าของพื้นที่มรดกโลก รัฐหรือชุมชน
- การขึ้นทะเบียนที่ระบุข้อกำหนดต่างๆของไร่หมุนเวียน อาจเกิดความขัดแย้งว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีวัฒนธรรมที่ “แท้กว่า” และอาจทำให้วัฒนธรรมถูกแช่แข็งจนปรับเปลี่ยนตามวิถีชีวิตจริงไม่ได้
- ต้องระบุให้ชัดว่ามรดกนี้มีความสำคัญต่อจิตวิญญาณและความเป็นปกาเกอะญออย่างไร และหากไม่มีมรดกนี้แล้ว ความเป็นปกาเกอะญอจะสูญหายไปหรือไม่ ดังเช่นหลายพื้นที่ที่ขณะนี้ไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้อีกต่อไป เนื่องจากการถูกกดดันด้านต่างๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
- ชนเผ่าอื่นที่มีการทำไร่หมุนเวียนเหมือนกันจะได้รับการรวมกลุ่มด้วยไหม หากใช้คำว่า “คึ-ฉึ่ย” หรือไร่หมุนเวียนในภาษาปกาเกอะญอสกอว์ ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น
- ชุมชนได้รับรู้ข้อดี-ข้อเสียมากพอในการตัดสินใจหรือยัง และขอบเขตในการขึ้นทะเบียนคือครอบคลุมไร่หมุนเวียนและไร่เหล่าทั้งหมดหรืออย่างไร
- มีอำนาจอย่างไรบ้างในการต่อรองกับนโยบายรัฐ เช่น การห้ามเผา นโยบายเกษตรอุตสาหกรรม และสิทธิที่ดิน และชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการตนเอง รวมถึงทางเลือกทางเศรษฐกิจในแบบที่ชุมชนต้องการอย่างไรบ้าง
- การใช้ไฟจะถูกรวมอยู่ในไร่หมุนเวียนในฐานะมรดกโลกด้วยไหม ถ้าหากขณะนี้ที่เป็นมรดกของชาติยังเจอปัญหากับนโยบายห้ามเผา และความไม่เข้าใจจากรัฐและสังคม รวมถึงการใช้ไฟสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ในบริเวณและภายนอกไร่หมุนเวียนจะได้รับการคุ้มครองด้วยไหม เช่นในพื้นที่ป่าชุมชน ป่าใช้สอย หรือไฟจะได้รับการอนุญาตให้ใช้เฉพาะพื้นที่ไร่หมุนเวียนหรือไม่
ข้อกังวลเหล่านี้ชุมชนควรมีสิทธิได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน ร่วมถกเถียง และมีอำนาจในการตัดสินใจ ว่าจะนำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นทั้งปากท้องและวิถีชีวิตของชุมชน ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่ ทางสภาลมหายใจเชียงใหม่มีข้อเสนอเพื่อยกระดับการปกป้องไร่หมุนเวียนในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ดังที่มีตามกรอบมาตรการทางกฎหมายปัจจุบันให้ครอบคลุมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1) ดำเนินการตามพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา ส่งเสริมกลไกคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของคน ป่า และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 9 ที่ระบุถึงสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกพรากจากพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยดั้งเดิมอย่างไม่เป็นธรรม และมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรผ่านเขตคุ้มครองวิถีชีวิตบนพื้นฐานภูมิปัญญาชุมชน
2) ยกเลิกการห้ามเผาแบบเหมารวม และดำเนินการตามกรอบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำหนดให้ไร่หมุนเวียนอยู่ในเงื่อนไขข้อละเว้นการใช้ไฟ ในมาตรา 117 ของภาคเกษตร และไม่ถูกจัดอยู่ในนิยามการ “เผาป่าทำให้เสื่อมสภาพ” ของมาตรา 4 รวมถึงหันมาสนับสนุนแผนจัดการไฟเชิงพื้นที่แบบบูรณาการจากชุมชน เพื่อเอื้อให้กับชุมชนที่ใช้ไฟจำเป็นทำไร่หมุนเวียนภายใต้การป้องกันและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตามความจําเป็นของป่าแต่ละชนิดในมาตรา 107(1) ซึ่งสอดคล้องกับการคำนึงถึงสิทธิการใช้ไฟของวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า
3) ยึดหลักความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้อคติต่อชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ ซึ่งรวมถึงการมองที่มาของมลพิษทางอากาศมากกว่าจุดความร้อนและการใช้เทคโยโลยีจับตาการใช้ไฟของคนอยู่กับป่า อันส่งผลให้เกิดการดำเนินการทางกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ ขณะที่ผู้ก่อมลพิษระดับอุตสาหกรรมไม่ได้รับโทษในระดับเดียวกัน