
วันที่ 7 กันยายน 2569 ณ เฮือนคุ้ม โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ School of Public Policy มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวิจัย CLEAR (การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการอากาศสะอาดระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ) สภาลมหายใจเชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการกำหนดมาตรการ แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน มีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั้ง 25 อำเภอ หรือกว่า 200 คนเข้าร่วม แบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อยตามโซนพื้นที่

เป็นกิจกรรมที่ขยับต่อเนื่องหลังการสรุปบทเรียนปัญหาไฟป่าฝุ่นควัน PM2.5 ปี 2569 ของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนตลอดทั้งปี โดยการจัดทำแผนระดับพื้นที่และระดับจังหวัดนี้มีมาตรการระดับนโยบายหลายเรื่องรองรับ ทั้งการถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการประกาศเขตควบคุมมลพิษโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งต้องจัดทำแผนควบคุมมลพิษระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ผลจากการระดมความเห็นวันนี้จะถูกใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบแผนปฏิบัติการปี 2570 พร้อมกำหนดทิศทาง มาตรการ ตัวชี้วัด และเป้าหมายของปี 2571 ต่อไป
เป้าหมายของแผน: จาก Zero Burning สู่จัดการไฟให้อยู่ในขอบเขต

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ฝ่ายวิชาการนำเสนอในเวทีนี้ คือการเลิกใช้แนวคิด zero burning ที่พิสูจน์แล้วตลอด 10 ปีที่ผ่านมาว่าไม่ได้ผล เพราะการประกาศห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จแล้วมี “ข้อยกเว้น” พ่วงท้ายจำนวนมาก สุดท้ายก็ควบคุมพื้นที่จริงไม่ได้ ทางเลือกใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังผลักดันคือแนวคิด prescribed burning หรือการให้ใช้ไฟอย่างมีกติกา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเหมือนกับการจัดโซนสูบบุหรี่แทนการห้ามสูบเด็ดขาดทุกที่ สิ่งที่ต้องทำคือให้แต่ละพื้นที่ช่วยกันระบุว่าตรงไหนและช่วงเวลาไหนที่ยังจำเป็นต้องใช้ไฟ แล้วบริหารจัดการให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนน้อยที่สุด แทนที่จะบังคับให้ทุกพื้นที่ทำเหมือนกันหมดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล
ในทางปฏิบัติ แผนของจังหวัดเชียงใหม่วางกรอบบริหารจัดการพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ไว้ที่ 400,000-700,000 ไร่ต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี (ปีลานีญาที่ความชื้นสูงอยู่ที่ราว 400,000 ไร่ ปีแล้งเอลนีโญราว 700,000 ไร่) โดยตั้งเป้าบริหารจัดการให้ได้อย่างน้อย 600,000 ไร่ทุกปี แบ่งเป็นไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิม 120,000 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงที่ต้องทยอยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอีกราว 180,000 ไร่ (โดยเฉพาะอำเภอแม่แจ่มและเชียงดาว) และพื้นที่บริหารเชื้อเพลิงในเขตป่าอนุรักษ์-ป่าสงวนแห่งชาติโดยกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้อีกราว 300,000 ไร่ ทั้งหมดวางอยู่บนสูตร “8-3-1” คือ 8 เดือนสำหรับงานป้องกัน 3 เดือนสำหรับการเผชิญเหตุ และ 1 เดือนสำหรับถอดบทเรียน ซึ่งวิทยากรย้ำว่าไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ละพื้นที่ปรับสัดส่วนได้ตามสถานการณ์จริงของตนเอง
จุดที่น่าสนใจคือทิศทางนี้สอดคล้องกับ ร่างพ.ร.บ .อากาศสะอาดฉบับใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฉบับที่วุฒิสภาแก้ไข และต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาเพื่อพิจารณาเนื้อหาให้ตรงกัน ซึ่งกำหนดให้ไฟจำเป็นที่ได้รับการยกเว้นมี 3 ประเภท คือ ไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตชุมชน การเผาเกษตรในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในภาคป่าไม้ ตรงกับกรอบที่เชียงใหม่วางไว้เกือบทั้งหมด
อีกโจทย์ที่เวทีเน้นย้ำคือเรื่องงบประมาณ ข้อมูลจากแผนท้องถิ่นปีที่ผ่านมาของ 55 อปท. ในจังหวัด ชี้ว่างบประมาณรวม 24.28 ล้านบาท ยังกระจุกอยู่ที่มาตรการเผชิญเหตุ (ลาดตระเวน ดับไฟ ดูแลสุขภาพประชาชน) ถึง 60.7% ขณะที่มาตรการระยะยาว เช่น ปลูกป่า ฟื้นฟูแหล่งน้ำ บริหารจัดการเชื้อเพลิง มีสัดส่วนเพียง 35.7% ทีมวิจัยจึงเชิญชวนให้ท้องถิ่นในปีนี้เขียนแผนที่ลงทุนกับการแก้ปัญหาระยะยาวมากขึ้น เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในวังวนของการดับไฟทุกปีโดยไม่หลุดออกจากวิกฤต พร้อมผลักดันให้ทุกพื้นที่ใช้ระบบดิจิทัลอย่าง FireD, Hazefree.com และ warroom.pro บันทึกและวางแผนการใช้ไฟล่วงหน้าอย่างโปร่งใส แทนการแอบเผาหลบดาวเทียมเหมือนที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนจากคนทำแผนในพื้นที่
หลังจากฟังทิศทางจากส่วนกลาง ช่วงระดมความเห็นกลุ่มย่อยและวงพูดคุยตลอดวันสะท้อนความซับซ้อนของการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงในหลายมิติ

จักรกฤษณ์ ยานะพันธ์ ปลัดอำเภอแม่วาง เล่าให้เห็นภาพว่า พื้นที่เสี่ยงไฟในเขต อ.แม่วาง ครอบคลุมกว่า 30,000 ไร่ กระจายอยู่ในเขตอุทยานฯ และป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชาวบ้าน ทำให้ไฟมักลุกลามข้ามอำเภอและยากต่อการหาเจ้าภาพรับผิดชอบชัดเจน ในจำนวนนี้ประเมินว่ามีเพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้นที่พอจะบริหารจัดการหรือลดพื้นที่เผาไหม้ลงได้จริงในปีหน้า ที่เหลือเป็นพื้นที่ที่ยังผูกติดกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งการใช้ไฟเปิดทางเข้าไปหาของป่า-เห็ดตามฤดูกาล และวิถีใช้ไฟเพื่อช่วยให้หญ้าแตกใบใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ ตัวแทนกลุ่มนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าบางพื้นที่ต้องเดินเท้าครึ่งวันถึงจะเข้าถึงพื้นที่เกิดไฟ ทำให้การลาดตระเวนหรือดับไฟทำได้ยากกว่าที่แผนบนกระดาษระบุไว้มาก
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกซ้ำหลายครั้งในวงพูดคุยคือความไม่สอดคล้องกันของปฏิทินห้ามเผา ระหว่างประกาศของจังหวัดกับช่วงเวลาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดเงื่อนไขการช่วยเหลือเกษตรกร เมื่อสองหน่วยงานกำหนดช่วงเวลาไม่ตรงกัน ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นก็เกิดความสับสนว่าตกลงแล้วเผาได้หรือไม่ได้กันแน่ ผู้เข้าร่วมบางส่วนสะท้อนว่าเรื่องนี้เคยทำหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ มาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงกัน กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้มาตรการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ขาดความชัดเจนไปด้วย
ในอีกวงหนึ่ง มีเสียงกังวลเรื่องงบประมาณและกำลังคนสำหรับปีงบประมาณถัดไป ผู้แทนท้องถิ่นบางรายตั้งคำถามว่า หากงบสนับสนุนที่ได้มามีแต่การแจกจ่ายอุปกรณ์ แต่หน่วยงานที่ต้องลงพื้นที่เฝ้าระวังและลาดตระเวนจริงกลับไม่มีงบดำเนินการต่อเนื่อง ปัญหาก็จะย้อนกลับมาที่เดิม เพราะการมีอุปกรณ์ครบมือไม่ได้แปลว่าจะมีคนและงบพอสำหรับเฝ้าระวังตลอดฤดูไฟ
บูรณาการแผนให้เป็นจริงได้อย่างไร ไม่ให้เป็นแค่เสือกระดาษ
นอกจากเสียงจากภาคปฏิบัติในพื้นที่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นนี้มาต่อเนื่อง ยังตั้งข้อสังเกตและคำถามสำคัญที่อยากชวนช่วยกันคิดต่อ
ประเด็นแรกคือแผนปฏิบัติการที่กำลังจัดทำจะสัมพันธ์กับแผนของท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม หรือที่หลายพื้นที่เคยจัดทำไปแล้วก่อนหน้านี้อย่างไร ไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือแยกส่วนกันทำงาน และจะเป็นแผนที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จริงแค่ไหน เพราะพื้นที่เสี่ยงไฟจำนวนมากอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเหล่านี้โดยตรง หากแผนระดับท้องถิ่นกับแผนของหน่วยป่าไม้ไม่เชื่อมกัน ปัญหาก็จะวนกลับไปที่เดิมคือต่างคนต่างทำ โจทย์ใหญ่ที่สุดจึงอยู่ที่กลไกการติดตามและสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการแผนในระดับพื้นที่ได้จริง ไม่ใช่แค่มีแผนอยู่บนกระดาษของแต่ละหน่วยงาน
อีกคำถามที่ยังรอคำตอบคืองบประมาณจะมาจากไหนเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบของท้องถิ่นเอง เช่น งบพัฒนาจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเป็นหน่วยรับงบประมาณได้โดยตรงจะเปิดช่องทางอย่างไร หรือกองทุนสิ่งแวดล้อมที่ท้องถิ่นสามารถเสนอโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจะเข้ามาช่วยเสริมได้มากน้อยแค่ไหน คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากเวทีวันนี้ และน่าจะเป็นโจทย์ที่ต้องติดตามต่อในการจัดทำแผนปฏิบัติการปีงบประมาณ 2570
หลังเวทีระดมความเห็น แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนำข้อมูลกลับไประบุโควตาพื้นที่บริหารเชื้อเพลิงและเขียนโครงการของตนเองให้แล้วเสร็จ ก่อนส่งกลับผ่านอำเภอมายังจังหวัดภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อรวบรวมเป็นแผนปฏิบัติการร่วมกันจากระดับพื้นที่และระดับจังหวัดในปี 2570 รวมทั้งส่งต่อ แผนต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและรายงานความคืบหน้าต่อศาลปกครองต่อไป ท่ามกลางความท้าทายใหม่จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ฤดูแล้งปีหน้ารุนแรงกว่าเดิม โจทย์ของเชียงใหม่จึงไม่ใช่แค่จะห้ามเผาได้จริงหรือไม่ แต่คือจะบริหารไฟที่จำเป็นให้ปลอดภัยต่อสุขภาพคนเชียงใหม่ได้อย่างไร และคำตอบนั้นอาจต้องเริ่มจากเสียงของคนในพื้นที่หน้างาน ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษจากส่วนกลาง.