ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

แผนรับมือไฟป่าเชียงใหม่ ป้องกันจุดเสี่ยง เปลี่ยนไฟความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือ

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

แผนรับมือไฟป่าเชียงใหม่ ป้องกันจุดเสี่ยง เปลี่ยนไฟความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือ

เบญจา ศิลารักษ์

13 กุมภาพันธ์ 2569

อ่าน 3 นาที

ฤดูฝุ่นที่กำลังจะมา และความท้าทายที่มากขึ้นเมื่ออากาศกำลังเข้าสู่ฤดูแล้งที่แล้งจัดมากกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วยังมีความชุ่มชื้นในป่า และยังมีความท้าทายที่ปีนี้งบประมาณสำหรับแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพราะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการตั้งรัฐบาลใหม่ การเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้คงไม่ใช่การเตรียมการเพียงแค่การทำแนวกันไฟ หรือการทำเวรยามเฝ้าระวังดับไฟป่า ยังมีแผนอีกมากมายที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการออกแบบที่ละเอียดอ่อน รวมไปถึงการป้องกันพื้นที่ไฟไหม้ซ้ำซากที่ต้องการการแก้ไขปัญหาที่มากกว่าเพียงการเข้าไปดับไฟป่า แต่ยังหมายถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นทั้งชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ และชุมชนที่จะข้ามผ่านปัญหาที่วนซ้ำซากนี้ไปด้วยกันอย่างไรด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชุมชนและท้องถิ่นเริ่มมีการพูดคุยถึงปัญหานี้ตั้งแต่สิ้นสุดฤดูฝน เมื่อความชุ่มชื้นค่อยๆ หายไป ปัญหาฝุ่นก็เริ่มเข้ามา

เนื้อหาของบทความนี้ส่วนหนึ่งได้จากการพูดคุยในเวทีเปิดแผนชุมชนจัดการไฟ และเวทีสรุปบทเรียนการจัดทำแผนของชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการไฟจากชุมชนนำร่อง 20 หมู่บ้าน และตำบลกลุ่มป่าดอยสุเทพที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ทำงานร่วมกับโหนดแฟลกชิป สสส. สนับสนุนชุมชนจัดทำแผนการจัดการไฟระดับพื้นที่ 6 ตำบล ได้แก่ ต.บ้านปง ต.น้ำแพร่ อ.หางดง ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง ต.น้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง ต.ดอนเปา ต.ทุ่งปี๊ อ.แม่วาง อาจไม่ใช่ภาพรวมของทั้งจังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็สามารถสะท้อนปัญหาสำคัญของการจัดการไฟของจังหวัดเชียงใหม่ที่น่าจะเหมือนกับหลายๆ พื้นที่ในภาคเหนือ ที่ปัญหาไฟป่ามาจากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้นที่มีความสำคัญคือไฟของการกลั่นแกล้ง ไฟของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างชุมชนกับชุมชน หรือชุมชนกับรัฐ ไฟในเขตรอยต่อและเขตแดนที่หาเจ้าภาพรับผิดชอบไม่ได้ การทำแผนการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการหาทางออกจากวังวนปัญหาฝุ่นที่วนมาทุกปี

การพูดคุยในเวที “เวทีเปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ Livable Chiangmai” เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ เรือนรับรองอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดโดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (CG Fund) สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมูลนิธิพัฒนาเครือข่ายสุขภาพ มีเนื้อหาที่น่าสนใจทั้งในเรื่องปัญหา บทเรียนของการจัดการไฟปีที่แล้วจะนำมาสู่การรับมือในปีนี้อย่างไร และแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดเป็นอย่างไร ไปจนถึงการเตรียมให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องสำหรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่จะมาถึงในอนาคต

ป้องกันจุดเสี่ยงซ้ำซาก เปลี่ยนไฟความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ

บ้านเราอยู่ในเขตทั้งพื้นที่อุทยานออบขาน และอุทยานดอยสุเทพปุย ในฝั่งออบขานเราไม่บริหารจัดการเชื้อเพลิง 100 เปอร์เซ็นต์ พอถึงปลายมีนาคม-เมษายน เราต้องเพิ่มกำลังคนในการอยู่เวร และลาดตระเวนมากขึ้น แต่ในปีนี้จะเน้นย้ายไปฝังตัวในจุดเสี่ยงต่างๆ แทนที่จะอยู่เวรเฝ้าที่ถนน แต่ทั้งตำบลบ้านปงก็มีจุดเสี่ยงคือเขตรอยต่อที่ติดกับพื้นที่ทำกินของโป่งแยง เราอยากให้เจ้าหน้าที่อุทยานและป่าสงวนมาบูรณาการกันด้วยเพื่อป้องกันไฟในจุดนี้”

บัญชา ภักดีคีรี ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.บ้านปง อ.หางดง กล่าวถึงเหตุผลที่อยากให้หน่วยงานป่าไม้ที่ดูแลแต่ละเขตมีการทำงานร่วมกันด้วย เพราะถ้าหากมีการแยกเขตกันเมื่อไหร่ก็จะมีการกล่าวโทษกันไปว่าพื้นที่ไฟมาจากเขตอื่น ไม่ใช่ของตน ทำให้ปัญหาไฟป่าเกิดขึ้นซ้ำซากในจุดเดิม เพราะไม่มีใครรับผิดชอบเขตรอยต่อ

ในส่วนรายละเอียดของป่าในเขตรับผิดชอบของตำบลบ้านปง ปัจจุบันมีหมู่บ้านที่เริ่มมีการทำแผนการจัดการไฟป่าที่ชัดเจนคือบ้านแม่ฮะ และบ้านแม่ขนิลเหนือ ต.บ้านปง อ.หางดง โดยในหมู่บ้านแม่ฮะนี้มีพื้นที่ป่าจำนวน 4,797 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นป่าที่ใช้ประโยชน์จำนวน 1,532 ไร่ และป่าที่ต้องดูแลให้เป็นเขตต้นน้ำลำธารจำนวน 3,265 ไร่ ปีที่ผ่านมา 2568 ชุมชนสามารถควบคุมไฟป่าโดยมีตัวชี้วัดพื้นที่เผาไหม้ไม่ให้เกิน 15% ของพื้นที่ป่าที่ชุมชนดูแล ชุมชนสามารถควบคุมไฟมีพื้นที่ป่าที่เสียหายเพียง 0.64% หรือเพียง 21 ไร่ และไม่มีจุดฮอตสปอต ซึ่งชุมชนต้องงัดกลยุทธ์หลายมาตรการเพื่อป้องกันไฟ เนื่องจากทางจังหวัดไม่ให้มีการบริหารเชื้อเพลิง ดังนั้นชุมชนจึงใช้กลยุทธ์ในการซอยแปลงทำแนวกันไฟให้ถี่ขึ้น เพื่อป้องกันไฟ แต่เนื่องจากสภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง และเบญจพรรณ ใบไม้ค่อนข้างมาก ชุมชนก็จะต้องเข้าไปทำแนวกันไฟหลายครั้งตลอดฤดูกาลเพราะใบไม้จะร่วงหล่นตลอดฤดู และในปีนี้ชุมชนยอมรับว่าภาระงานก็จะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นไปอีก และในปัจจุบันก็ยังไม่ได้ทำเรื่องเพื่อขอบริหารเชื้อเพลิง หรือ Fire D แต่อย่างใด เพราะมาตรการของตำบลคือจะไม่มีการบริหารเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าโดยเฉพาะฝั่งอุทยานแห่งชาติออบขาน จุดเสี่ยงก็จะอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่ 6 บ้านแม่ขนิลเหนือ และหมู่ 8 บ้านน้ำซุ้ม

ส่วนบ้านแม่ขนิลเหนือมีพื้นที่ป่าที่ต้องดูแลรับผิดชอบถึง 14,143 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์จำนวน 2,441 ไร่ ในปีที่ผ่านมาเกิดไฟจริงเพียง 3 ครั้ง ความเสียหาย 15 ไร่ คิดเป็น 0.11% จุดฮอตสปอตเป็น 0% เช่นกัน พื้นที่เสี่ยงเกิดไฟซ้ำคือเขตรอยต่ออำเภอสะเมิง เช่น ดอยผาลาด ดอยเจ็ดพับ ดอยน้ำดิบ

จากข้อมูลสรุปบทเรียนของพื้นที่ในปี 2568 จัดโดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับโหนดแฟลกชิป สสส. มีการคุยกันว่าความเสียหายจากไฟป่าและจุดฮอตสปอตถือว่าต่ำมาก ซึ่งมาจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยคือยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอ แต่ก็จะเห็นว่าลักษณะของพื้นที่เสี่ยงยังคงเหมือนเดิมคืออยู่ในเขตรอยต่อของหมู่บ้าน รอยต่อของเขตป่า รวมไปถึงพื้นที่ห่างไกลหมู่บ้าน ซึ่งท้องถิ่นรู้เหตุผลข้อนี้ดี ดังนั้นการทำแผนร่วมระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่จึงให้ความสำคัญกับไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก รวมถึงพื้นที่ที่ไม่มีคนรับผิดชอบที่จะต้องมี “ความร่วมมือ” ระหว่างหลายภาคส่วนมากขึ้น และจะไม่กล่าวโทษกันไปมาได้อย่างไร

เช่นเดียวกับพื้นที่ในเขตอำเภอแม่วาง ชาวบ้านที่อยู่ ต.ดอนเปา ได้สะท้อนปัญหาของไฟป่าผืนใหญ่นั้นเกิดขึ้นจากพื้นที่ที่เป็นรอยต่อ โดยตำบลดอนเปาจะมีพื้นที่รอยต่อด้านล่างที่เชื่อมกับเขตป่าสงวนแห่งชาติบริเวณสำคัญคือทุ่งวัวแดงที่เป็นพื้นที่หาเห็ด โดยในปีนี้ทางตำบลดอนเปาจะใช้วิธีเคลียร์ใบไม้ที่อยู่ข้างทางออกให้มากที่สุดจากถนนเป็นระยะทาง 10 เมตร เพื่อป้องกันไฟไหม้ลามจากถนน ที่จะลามเป็นบริเวณกว้างไปจนถึงเขตป่าที่ชุมชนดูแล นอกจากนี้ชุมชนยังเป็นห่วงไฟป่าที่เป็นเขาสูงชันบริเวณ “ม่อนผาสิงห์” ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง อ.สะเมิงกับ อ.แม่วางด้วย ที่หากเกิดขึ้นแล้วก็จะดับยากมาก ในส่วนนี้ชุมชนจำเป็นต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยจะมีการแบ่งบทบาทกันระหว่างพื้นที่ชุมชนดูแลกับพื้นที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องดูแล เพราะหากไฟมา สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือประสิทธิภาพของอุปกรณ์ด้วย

พีรวัฒน์ วันสวัสดิ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.13 (สันป่าตอง) ที่ดูแลรับผิดชอบป่าสงวนแห่งชาติ 3 อำเภอ หางดง สันป่าตอง แม่วาง กล่าวว่าป่าไม้ให้ความสำคัญกับการดูแลพื้นที่ป่ารอยต่อ อย่างเช่นพื้นที่ ต.น้ำแพร่ บริเวณม่อนหินขาว เพราะเป็นป่ารอยต่อกับอุทยานฯ ออบขาน หน่วยงานมีกำลังคนน้อย จึงเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน ทั้งนี้แผนในปีนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่เผาไหม้เดิม เช่น ปีที่แล้วบ้านปงมีพื้นที่เผาไหม้ตรงไหนก็จะดูแลจุดนั้นเป็นพิเศษ

ทวีวรรธน์ แดงมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน ได้พูดถึงปัจจัยสำคัญของการทำงานของอุทยานฯ คือการทำงานร่วมกับชุมชน จะมีการดึงผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาเป็นทีมทำงานร่วมกับอุทยานฯ เพราะป่าขุนขานจะไม่เหมือนกับอุทยานออบขาน และอุทยานสุเทพปุย ป่าขุนขาน 70 เปอร์เซ็นต์เป็นป่าผลัดใบไม่ได้มีความต่อเนื่องเป็นป่าผืนใหญ่ มีลักษณะเป็นเกาะ ที่มีชุมชนอยู่รอบถึง 25 หมู่บ้าน ดังนั้นเราจึงต้องทำงานร่วมกับชุมชน ปีที่ผ่านมาเราเรียนรู้พฤติกรรมไฟกับพฤติกรรมคนและกำหนดแผนการทำงานในปัจจุบัน โดยเราจะเน้นการทำแนวดำตัดที่สันเขาเนื่องจากกำลังคนไม่พอ เราเลยต้องใช้แนวดำเพื่อเบรกไฟไม่ให้ไหม้ลาม นอกจากนี้เรายังมีการประชาคมทำแผนร่วมกับชุมชน เช่น จะทำแนวกันไฟตรงไหน ติดกล้องวงจรปิดตรงไหน และทำวอร์รูมขุนขานขึ้นมาด้วย มีการรับลงทะเบียน Fire D ของชุมชนและส่งให้อำเภอพิจารณา

“กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จคือการจัดทำแผนร่วมกัน พ่อหลวงเหมือนผู้ช่วยอุทยานฯ การช่วยกันเป็นหูเป็นตา มีใครบ้างที่เป็นผีบ้าคอยไล่จุด มีการทำแนวดำ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์”

จากแผนชุมชนสู่แผนระดับจังหวัด

ปริศนา พรหมา ผู้ประสานงานพื้นที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ที่ติดตามและผลักดันการทำแผนของชุมชนและท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาฝุ่นไฟ กล่าวว่าแผนของชุมชนและท้องถิ่นดำเนินการทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น ที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ออกแบบด้วยตนเอง องค์ประกอบของแผนมีขอบเขตที่ชัดเจน และมีเกณฑ์ชี้วัดด้วยกัน แต่เดิมเคยใช้จุดความร้อน แต่จุดความร้อนไม่ได้สะท้อนปัญหา เราเลยหาตัวชี้วัดอื่น ก็เป็นพื้นที่เผาไหม้ ทั้งข้อมูลจาก GISTDA รวมทั้งเก็บข้อมูลระดับพื้นที่โดยอาสาสมัครไฟป่าของหมู่บ้าน ระดับพื้นที่จะต้องกำหนดตัวชี้วัดร่วมกันว่าก่อนดำเนินการหรือหลังดำเนินการเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามการรับมือฝุ่นในปีนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับปีที่แล้วได้เพราะสภาพอากาศแตกต่างกัน จึงใช้เกณฑ์พื้นที่เผาไหม้ไม่เกิน 15% ของพื้นที่ที่ชุมชนดูแล

ด้านกลไกและกระบวนการในการสนับสนุนชุมชน เราเห็นว่า อปท. เป็นหน่วยที่สำคัญที่จะทำให้เกิดแผนเชิงพื้นที่ร่วมกันได้ โดยมีอำเภอสนับสนุน สำหรับพื้นที่ตัวอย่าง 20 ชุมชน มีทั้งระดับหมู่บ้านและระดับตำบล เราจะลงขอบเขตพื้นที่ดูแลไฟว่าอยู่ตรงไหน และตรงไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ และเพราะอะไร และจะลดปัจจัยอย่างไร มีการอบรมชุมชน มีมาตรการอะไรบ้าง กำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งสภาลมหายใจเชียงใหม่หวังว่าจะเห็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการจัดทำแผนและตัวชี้วัดร่วมกันขยายเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่อื่นด้วย ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นไฟที่ยั่งยืนในอนาคต

อ.อรอร ภู่เจริญ นักวิชาการจากสถาบันนโยบายสาธารณะ กล่าวถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่นั้น ตอนนี้มี 6 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา คือยุทธศาสตร์ที่ 1 การบริหารพื้นที่เผาไหม้ในป่าโดยแผนท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งในส่วนนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ก็เริ่มเห็นหลายพื้นที่มีการทำบ้างแล้ว รวมถึงพื้นที่ที่สภาลมหายใจเชียงใหม่พยายามผลักดันนี้ด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าของชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 3 การแก้ไขปัญหาพื้นที่เกษตรกรรมและการลดมลพิษทางอากาศจากการใช้ไฟในพื้นที่เกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 4 การลดมลพิษ ลดขยะ ลดคาร์บอน ยุทธศาสตร์ที่ 5 สุขภาพและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ยุทธศาสตร์ที่ 6 การขับเคลื่อนแผนการอำนวยความสะดวกและการมีส่วนร่วมสังคม ทั้งนี้ตัวชี้วัดที่สำคัญที่เราตั้งเป้าไว้คือการลดพื้นที่เผาไหม้ Burn Scar ให้อยู่ระหว่าง 400,000-700,000 ไร่ ที่แต่ละปีนั้นจะไม่เท่ากัน แต่ค่าเฉลี่ยสำหรับปีที่ชุ่มชื้นจะอยู่ที่ 400,000 ไร่ ปีที่แห้งแล้งจะอยู่ที่ 700,000 ไร่ โดยจะตั้งเป้าลดไฟจากไร่ข้าวโพดที่มีประมาณ 180,000 ไร่ (อ.แม่แจ่มและ อ.เชียงดาว) และลดไฟจากการบริหารเชื้อเพลิงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้ที่มีอยู่ประมาณ 300,000 ไร่ให้ลดลง เป็นต้น

“ตอนนี้แผนของจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการยอมรับหลายระดับ เป็นโมเดลของการจัดการระดับพื้นที่ ได้ทำงานร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) เราเป็นฝ่ายวิชาการที่ร้อยเรียงและเติมให้” อ.อรอร ให้ความเห็น

นำร่องจังหวัดเชียงใหม่รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ข้อมูลคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่าการหาทางออกจากปัญหาต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก กระดุมเม็ดแรกที่เราจะแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือข้อมูลที่ถูกต้อง กระบวนการของเชียงใหม่มีทั้งฝ่ายวิชาการ ทสจ. อปท. ชุมชน และประชาสังคม นี่คือสิ่งที่เป็นทางออก เพราะที่ผ่านมาแต่ละกลุ่มมีมุมมองที่ต่างกัน อปท. ก็อย่างหนึ่ง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็อย่างหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลที่ถูกต้องชุดเดียวกัน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ทำอย่างไรที่ทั้งหมดจะมาเห็นภาพร่วมกัน 2. ข้อมูลที่ถูกต้องมาจากการทำแผนร่วมกัน เป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งที่สุด โดยจะต้องรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เกิดเพราะอะไร เราใช้แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง และยังมีการกันเขตที่มี Zero Burning ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เขตที่ต้องใช้ไฟมีเพียง 5% แต่ที่ผ่านมาเราคุม 5 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะไม่มีการทำแผน แผนของเชียงใหม่ใช้ทั้ง 2 แบบ หมายถึงมีทั้ง Zero Burning และการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพราะปีที่มีความชื้นก็แบบหนึ่ง ปีที่แล้งก็ต้องใช้อีกแบบหนึ่ง เป็นต้น

การทำแผนคือการเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาเปิดต่อกัน ถ้าจะบริหารเชื้อเพลิงก็ควรบรรจุอยู่ในแผนร่วมกัน อีกอันที่เชียงใหม่มีการสรุปบทเรียนทุกปี เรียนรู้ร่วมกันว่าปีนั้นทำดีเพราะอะไร ถ้าทำไม่ดีเพราะอะไร อีกประเด็นคือเราจะผลักดันร่วมกันอย่างไร เช่น การที่เราไม่ได้งบกลาง เราจะทำอย่างไร เราควรจะทำให้เรื่องนี้เป็นงบปกติได้หรือไม่ การทำแผนก็ต้องมีงบ ช่วยกันคุยกับจังหวัดเพื่อให้เป็นนโยบายของจังหวัด

“ในอนาคตหากมี พ.ร.บ.อากาศสะอาดออกมา เชียงใหม่น่าจะเป็นจังหวัดที่จะนำร่องการใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เรามีการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วนแล้ว”


แชร์บทความ

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2026 ประชาธรรม — สื่อชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง