
“เผาป่า ปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี” ข้อกฎหมายดังกล่าวเมื่ออ่านแล้วหลายคนคงจะรู้สึกว่าเป็นยาแรงทางกฎหมาย เป็นเครื่องมือที่จะเอาไว้ลงโทษ “คนเผาป่า” ได้อย่างอยู่หมัด ในทางกลับกันผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟกลับกลายเป็นผู้ต้องหาของสังคม ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่น-ไฟ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองในมิติการจัดการเชื้อเพลิงแล้วผู้คนกลุ่มนี้ที่อยู่ในชุมชนเขตป่า (ตามกฎหมาย) ของภาคเหนือตอนบนเป็นผู้ที่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุดและมีความพยายามแก้ไขปัญหามาตลอดหลายสิบปี กลายเป็นว่าคนในชุมชนจัดการไฟนอกจากต้องจัดการไฟที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องออกมาแก้ไขไฟจากอคติของคนในสังคมที่ซ้ำเติมเข้ามาอีก
คำถามที่เกิดขึ้นคือ กฎหมายที่มีการบังคับใช้อย่างเข้มข้นและมีโทษทัณฑ์ที่รุนแรง จะมีความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกลงโทษหรือไม่ และวิธีการที่ใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาฝุ่น-ไฟจะเป็นวิธีที่มีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงไหน เบื้องต้นผู้เขียนจึงขออธิบายที่มาของข้อกฎหมายที่กล่าวข้างต้น เพื่อให้ผู้อ่านทราบที่ไปที่มาของกรอบคิดจากหลักกฎหมายพื้นฐาน
ข้อกฎหมายที่ชวนนำมาวิเคราะห์ ขอยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้ ประกาศจังหวัดเชียงใหม่ มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2569 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ประกาศนี้เชื่อมโยงจากการที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 โดยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 มาตรา 60 วรรคหนึ่งมีผลให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นในเขตควบคุมมลพิษมีหน้าที่ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษระดับจังหวัดเพื่อนำไปรวมกับแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดโดยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯจะเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาแผนต่อไปตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง
มาตรการตามประกาศจังหวัดเชียงใหม่ จึงมาจากมาตรการที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษระดับจังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 6 ยุทธศาสตร์, 5 มาตรการ, พรบ. 10 ฉบับ, 1 ประมวลกฎหมาย และ 2 ประกาศกระทรวง องค์ประกอบข้างต้นจะระบุรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษตามภาคส่วนต่าง ๆ และวิธีการที่ใช้รับมือ ได้แก่ ภาคป่าไม้ ภาคการเกษตร ภาคเมือง การคมนาคม อุตสาหกรรม การสาธารณสุข การบริหารงานภาพรวม ผู้เขียนขอสรุปหลักการสำคัญของมาตรการเป็นตารางดังต่อไปนี้


มาตรการจัดการแต่ละประเภทมีภาพรวมของหลักการ ดังนี้
ภาคป่าไม้ มุ่งเน้นการกำหนดลักษณะของความผิดที่นิยามถ้อยคำที่กว้างเพื่อครอบคลุมการกระทำใด ๆ ที่เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมโทรมต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ประกอบกับการกำหนดโทษของความผิดที่กำหนดไว้สูง การบังคับกฎหมายมุ่งเน้นการยุติการกระทำความผิดอย่างรุนแรงเด็ดขาด สะท้อนเจตนารมณ์การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะท้อนมิติการคุ้มครองความสัมพันธ์ทางนิเวศที่เชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งแวดล้อม – ทรัพยากร – สัตว์ป่า – มนุษย์ที่อยู่ในสถานะพึ่งพาอาศัยกัน และให้ความเคารพเอื้อเฟื้อต่อกัน
ภาคอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการควบคุมความปลอดภัยของการประกอบกิจการโรงงานที่มีลักษณะอันตรายที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ต้องมีการจ้างผู้ตรวจสอบเอกชน ผู้ให้บริการระบบบำบัดมลพิษ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม แล้วแต่กรณีเพื่อบันทึกข้อมูลการดำเนินการกำจัดและควบคุมหรือการระบายมลพิษที่เกี่ยวข้องรายงานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ก่อนดำเนินกิจการหากกิจการมีลักษณะที่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานขึ้นมาตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานรัฐตามหลักป้องกันไว้ก่อน ในส่วนกลไกการบังคับใช้กฎหมาย หากกิจการเกิดข้อขัดข้องต่อระบบกำจัดหรือควบคุมมลพิษผู้ประกอบการมีสิทธิในการปรับปรุงแก้ไขให้ระบบกลับทำงานได้ปกติ หากไม่ทำตามจึงจะถูกดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ซึ่งสัดส่วนโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งไม่ได้มีสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดยังไม่เสร็จสิ้นตามกระบวนการตรากฎหมายและยังไม่มีผลออกบังคับใช้ อย่างไรก็ตามผลในทางกฎหมายปัจจุบันที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพประการหนึ่งคือการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทางปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยุติกิจการโรงงานที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสาธารณะ
ภาคเมือง – การคมนาคม มุ่งเน้นการสร้างสภาวะความสงบสุขเรียบร้อยทางสังคม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ปะปนทั้งพื้นที่ของเอกชน พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ของรัฐ กฎหมายจึงต้องคุ้มครองสิทธิของปัจเจกและหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางมหาชนหรือดำเนินการทางปกครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอบเขตการปฏิบัติตนของปัจเจกชนมีกฎหมายกำหนดสิทธิและหน้าที่ไว้ กลไกการบังคับใช้กฎหมายจึงมีลักษณะเด็ดขาดเฉพาะเรื่องที่เป็นอันตรายหรือจะสร้างความไม่ปลอดภัยต่อสาธารณชนเท่านั้น นอกนั้นเป็นไปตามสิทธิหน้าที่ของปัจเจกชนตามกฎหมายกำหนด เช่น พื้นที่ก่อสร้างให้จัดทำแผนควบคุมฝุ่น จัดให้มีการปิดคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำระหว่างขนส่ง พื้นที่คมนาคมเน้นการตรวจสอบสภาพยานพาหนะ ตรวจจับควันดำ กรณีพื้นที่ริมทางให้มีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผา สัดส่วนโทษที่สูงที่สุดเป็นโทษของความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา โทษดังกล่าวมีสัดส่วนที่สูงเพราะผลกระทบจากการกระทำความผิดนอกจากจะเป็นภัยอันตรายที่รุนแรงต่อผู้ถูกกระทำเชิงปัจเจกแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นภัยต่อสาธารณชนอีกด้วย ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าโทษก็ยังมีสัดส่วนไม่สูงเท่าโทษตามความผิดในภาคป่าไม้
ภาคการเกษตร เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนมากมีสถานะเป็นของรัฐ รัฐให้ความช่วยเหลือต่อกิจกรรมการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของรัฐ แต่มีเงื่อนไขการใช้ประโยชน์กำหนดไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามการใช้งานที่ดินของเกษตรกรผู้ถือครองได้ กลไกการบังคับใช้กฎหมายคือการฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ เกษตรกรยังสามารถมีสิทธิใช้ประโยชน์และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐได้ กลับกัน หากไม่ปฏิบัติตาม สิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินและการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐจะหมดไปแต่เป็นระยะเวลาชั่วคราว ตามประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM 2.5 ภาคการเกษตร ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ระบุระยะเวลาตัดสิทธิ 2 ปี วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571
จากฐานคิด กลไกบังคับตามกฎหมาย และโทษจากมาตรการจัดการฝุ่น-ไฟที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันสืบเนื่องจากฐานคิดของกฎหมายเพื่อคุ้มครองคุณธรรมที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองแตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบการบังคับใช้กฎหมายในแต่ละพื้นที่กับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อผลกระทบของผู้ใช้ไฟในพื้นที่ป่าที่ถูกกฎหมายบังคับใช้อย่างเข้มข้นได้ว่า วิธีการแก้ไขปัญหาโดยใช้กฎหมายเพื่อลงโทษโดยการปรับในจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการเลี้ยงชีพของผู้นั้น และการจำคุกเป็นระยะเวลานานสูงสุด 2 ทศวรรษ ย่อมสะท้อนถึงเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่มุ่งจะตัดวิถีชีวิตของผู้ที่กระทำออกจากสังคมเป็นสำคัญ โดยที่ไม่ได้หาวิธีทางที่มุ่งเน้นให้ผู้กระทำเกิดกลับใจและไม่กระทำผิดต่อไปในอนาคตซึ่งเป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายทางอาญาเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำอย่างแท้จริง และรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและการควบคุมอาชญากรรม ซึ่งกรณีภาคป่าไม้มีความแตกต่างจากมาตรการและการบังคับใช้กฎหมายของภาคอื่น ๆ ที่เปรียบเทียบแล้วยังพอมีมาตรการให้แก้ไขปรับปรุงตัว จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่ามาตรการภาคป่าไม้มีความยุติธรรมมากน้อยเพียงใด
กฎหมาย ความยุติธรรม กับ Rule of Law และ นิติรัฐ
กฎหมายกับความยุติธรรมไม่ได้มาด้วยกันเสมอไป บางทีกฎหมายเป็นเพียงสิ่งที่อำนวยการใช้อำนาจรัฐเท่านั้น แล้วกฎหมายจะอำนวยความยุติธรรมต่อผู้อยู่ภายใต้กฎหมายได้อย่างไร เมื่อพูดถึงกฎเกณฑ์ที่ควบคุมกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ของกฎหมาย หลายท่านน่าจะนึกถึงหลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักนิติรัฐ หลักทั้งสองแม้ต้นกำเนิดจะมีวิวัฒนาการต่างที่ต่างบริบทกัน แต่วัตถุประสงค์สำคัญร่วมกันคือการเป็นหลักการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและจำกัดการใช้อำนาจของรัฐด้วยกฎหมาย
ในหลักการเชิงโครงสร้างแล้ว หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมมีพื้นฐานที่ว่าด้วยความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (กรณีหลักนิติรัฐที่พัฒนามาจากรัฐภาคพื้นทวีปยุโรป รัฐที่โดดเด่นคือประเทศเยอรมัน) หรือการยึดถือความสูงสุดของกฎหมายแผ่นดิน (กรณีหลักนิติธรรมที่พัฒนามาจากประเทศอังกฤษซึ่งกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญอังกฤษไม่ได้เป็นรัรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร มีพัฒนาการจากคำพิพากษาตัดสินโดยศาลยุติธรรมที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนสามารถสร้างหลักกฎหมายที่เรียกว่า Common Law ได้) ซึ่งหนึ่งในหลักการที่ใช้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการควบคุมและจำกัดอำนาจรัฐเองคือ หลักความชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือการใช้อำนาจของรัฐไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือตุลาการเพื่อดำเนินการกระทำของฝ่ายตนเองต้องมีที่มาจากกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ซึ่งกฎหมายในที่นี้นอกจากกฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังรวมถึงกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเช่น หลักกฎหมายทั่วไปที่เป็นหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ในที่นี้ขอนำหลักความได้สัดส่วนและหลักความเสมอภาคซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาเป็นกรอบพิจารณา (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 111-140)
หลักความได้สัดส่วน หรือ หลักพอสมควรแก่เหตุ เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏในถ้อยคำบนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยหลักการการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งระบุถ้อยคำว่า “ไม่เพิ่มภาระหรือข้อจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ” ซึ่งหลักกฎหมายนี้มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดขอบเขตอำนาจไว้กับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรือผู้ที่ถูกกฎหมายบังคับใช้ เป็นการสร้างดุลยภาพของการใช้อำนาจให้มีลักษณะพอเหมาะพอประมาณ (Moderation) ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการดังนี้ (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 164-170)

หลักความเสมอภาค เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏเป็นถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 4 และ มาตรา 27 เพื่อคุ้มครองความเสมอภาคซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่จะอำนวยให้สิทธิและเสรีภาพเป็นไปได้อย่างเสมอกัน ไม่ใช่มีผลเฉพาะบางกลุ่มคนเท่านั้น การใช้หลักความเสมอภาคต้องพิจารณาลักษณะของสิ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบกันว่ามีลักษณะสาระสำคัญเช่นเดียวกันหรือแตกต่างกัน รัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกันและปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน หากรัฐไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามหลักความเสมอภาคมีข้อยกเว้นที่เรียกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม ประกอบด้วย 2 หลักเกณฑ์ ได้แก่ การเลือกปฏิบัติเพื่อประโยชน์มหาชน ซึ่งเป็นการคำนึงเรื่องประโยชน์สาธารณะเหนือประโยชน์ส่วนบุคคล แต่การอ้างประโยชน์สาธารณะเช่นว่าต้องไม่เป็นการก่อให้เกิดการแบ่งแยกที่ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การแบ่งแยกจากถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา เพศ ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ประการต่อมาเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อมุ่งลดความเลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่ (ความเสมอภาคในโอกาส) กล่าวคือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขจัดอุปสรรคเพื่อให้บุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือชดเชยทดแทนผู้ด้อยโอกาสในสังคม (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 141-152)

นอกจากนี้ยังมีหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหลักกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมสากลที่น่านำมาพิจารณาต่อความเป็นธรรมของกฎหมายในภาคป่าไม้ รวมถึงศาสตร์อย่างอาชญาวิทยาสีเขียวซึ่งเป็นศาสตร์ที่มุ่งศึกษาถึงสาเหตุ ผลกระทบ และปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้องต่อการกำหนดว่าสิ่งใดเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม การศึกษาดังกล่าวมีการคำนึงถึงมิติที่เกี่ยวข้องต่อการแพร่หลายของการก่ออาชญากรรม ตัวกฎหมายที่ใช้ และผลกระทบที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีผลกระทบต่อบุคคลกลุ่มใดบ้าง รวมถึงการไตร่ตรองความหมายและการนำเสนออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมผ่านสื่ออีกด้วย
หลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีที่มาจากการเรียกร้องของชุมชนคนผิวสีในเมือง Warren County มลรัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1982 จากเหตุการณ์ที่พื้นที่ของชุมชนถูกเลือกให้เป็นแหล่งฝังกลบสาร PCBs (Polychlorinated Biphenyls) จนเกิดการตั้งขบวนการความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมระดับชาติ (National Environmental Justice Movement) เพื่อประท้วงเหตุการณ์ฝังกลบสารพิษดังกล่าว และเป็นจุดเกิดขึ้นของถ้อยคำ “การเหยียดเชื้อชาติทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Racism) ต่อมาถูกพัฒนาเป็นหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นถึงการกระจายทั้งอันตราย ความเสี่ยง และผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีคนกลุ่มใดต้องแบกรับภาระหรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงหลักการให้การยอมรับที่เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติเพราะเชื้อชาติ เนื่องจากกรณีการประท้วงที่ Warren County พบข้อมูลจากการทำรายงานระดับชาติเรื่อง Toxic Waste and Race ว่าตัวแปรด้านเชื้อชาติเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการเลือกทำเลของสถานประกอบการขยะ น่าตกใจว่าเชื้อชาติเป็นตัวแปรที่ถูกเลือกมากกว่าตัวแปรด้านความยากจน ราคาที่ดิน และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย หลักการนี้ยังรวมถึงความยุติธรรมเชิงกระบวนการที่พลเมืองสามารถเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม และเข้าถึงกระบวนการเรียกร้องความยุติธรรมได้ โดยหลักการนี้ได้ถูกพัฒนาจนเป็นหลักการสำคัญในปฏิญญาแห่งกรุงริโอฯ ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ค.ศ.1992 ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่วางหลักการทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น หลักความรับผิดชอบของรัฐที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น หลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน (Common but Differentiated Responsibility) เป็นต้น (คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม, 2560)

อาชญาวิทยาสีเขียว Green Criminology เป็นมุมมองการศึกษาต่ออาชญากรรมที่เปิดกว้างกว่าการศึกษาอาชญาวิทยาแบบคลาสสิกที่มุ่งศึกษาที่ตัวผู้กระทำอาชญากรรมและเหยื่อของอาชญากรรมซึ่งมองว่าการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นปัญหาสำคัญ รวมถึงมุมมองที่มีต่อความอันตรายจะมุ่งเน้นเฉพาะที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง มุมมองความยุติธรรมหรืออยุติธรรมที่มีต่ออาชญากรรมว่าเป็นการกระทำที่ต่อต้านรัฐ มุ่งเน้นการพิจารณาการเป็นชายขอบในด้านการกระทำผิดและการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม แตกต่างจากอาชญาวิทยาสีเขียว ที่เป็นการศึกษาอาชญากรรมและความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีขอบเขตศึกษาต่อชีวิตมนุษย์ และชีวิตสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ระบบนิเวศ และชีวมณฑล ที่หันมาตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรม หรือ อันตรายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น
มุมมองที่มีต่ออาชญากรรม อาชญาวิทยาสีเขียวให้ความสนใจต่อการพิจารณาบทบาทของอำนาจที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดกฎหมายและตั้งคำถามว่าใครมีอำนาจในการกำหนดว่าผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเหล่านั้น ส่วนมุมมองความอันตรายที่เกิดขึ้นเน้นการตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้พิจารณาว่าอะไรเป็นอันตรายและใครนิยามอะไรว่าเป็นอาชญากรรม ซึ่งเป็นคำถามที่เป็นศูนย์กลางของปรเด็นด้านอำนาจว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจในการประกอบสร้างการนิยามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ใครเป็นผู้มีอำนาจในการต่อต้านการนิยามความอันตราย และใครหรืออะไรจะได้รับอันตรายจากการะกระทำของผู้มีอำนาจเหล่านี้ เนื่องจากจริง ๆ แล้วการกระทำที่ถูกกฎหมายหลายอย่างก็มีลักษณะอันตรายและเป็นการกระทำที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางมากกว่าอาชญากรรมท้องถนนหรืออาชญากรรมทั่วไป ท้ายที่สุดแล้วปัญหาที่ตามมาโดยธรรมชาติจากอาชญากรรมและอันตรายคือความอยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุติธรรมที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างการเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบและการคงอยู่ของการกดขี่แบบอาณานิคมซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความอ-ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในหลากหลายรูปแบบอยู่ (Simmons, Vardy, & Stevenson, 2026)

จากกรอบหลักกฎหมายภายในทั้งสอง และหลักกฎหมายสากล รวมถึงมุมมองการศึกษาที่มีต่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม กรอบต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนทำหน้าที่เพียงนำเสนอกรอบคิดพื้นฐานความเป็นธรรมทางกฎหมาย ส่วนแง่มุมของผู้อ่านที่มีต่อกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในภาคป่าไม้ว่ามีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงไหน ผู้เขียนเห็นว่าควรเปิดเป็นเสรีภาพทางความคิด โดยการทิ้งท้ายเป็นคำถามให้ผู้อ่านพิจารณาและไตร่ตรองหาผลสรุปด้วยตนเองดังต่อไปนี้
โทษจำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาทสามารถช่วยอนุรักษ์ผืนป่าได้จริงหรือไม่ ?
การกำหนดโทษที่สูงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่รักษาดุลยภาพระหว่างการกระทบต่อสิทธิของชาวบ้านและคงประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาฝุ่นไฟมากน้อยเพียงใด ?
มาตรการที่ว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ทำให้เกิดการแบ่งแยกที่ไม่สามารถยอมรับได้ในมิติของความหลากหลายทางชาติพันธุ์หรือไม่ ?
ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับความยุติธรรมที่กระจายตัวหรือไม่ ชาวบ้านได้รับการกระจายทั้งอันตราย ความเสี่ยง และผลประโยชน์จากการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ?
มากไปกว่านั้นสังคมได้มองข้ามไปหรือไม่ว่า ปัญหาฝุ่นไฟใครเป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดกฎหมาย ใครกำหนดว่าสิ่งใดเป็นอาชญากรรมหรือการกระทำใดจะสร้างอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และใครกันที่เป็นเหยื่ออย่างแท้จริงของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกุมอำนาจในการกำหนดหรือนิยามว่าสิ่งใดเป็นต้นตอของปัญหาฝุ่นไฟที่ต้องได้รับการแก้ไข?
อ้างอิง
Simmons, D. G., Vardy, D. M., & Stevenson, a. D. (2026, May 26). What is Green Criminology? Retrieved from KPU Pressbooks: https://kpu.pressbooks.pub/introcrim/chapter/13-1-what-is-green-criminology/
เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์. (2563). หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชน. ใน ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชน (หน้า 111-140). กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม. (2560). ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม = Environmental Justice. In ค. ศรีบัวเอี่ยม, ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม = Environmental Justice. กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมนโยบายศึกษา.