“ไฟไม่มีเจ้าของ แต่เราต้องดูแล” คนอมก๋อยกับการจัดการไฟเพื่อดูแลป่าม่อนจองและยางเปียง
รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
16 กุมภาพันธ์ 2569
อ่าน 4 นาที

คนดอยเผาป่า-หาเห็ด คืออคติสำคัญที่ใช้กล่าวอ้างว่าชุมชนอมก๋อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงในป่าเป็นผู้เผาทำลายป่า และทำลายปอดของคนเมืองด้วยการก่อมลพิษทางอากาศเพื่อเก็บเห็ด ข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ฝุ่นควันของอคติต่อชุมชนคนอยู่กับป่า คือ ภารกิจการดูแลผืนป่านับกว่า 80,000 ไร่ภายใต้งบประมาณไม่ถึงปีละ 50,000 บาท และไม่ใช่ทุกพื้นที่ในอำเภออมก๋อยจะมีการดูแลป่าด้วยการใช้ไฟหรือหาเห็ด
“เห็ดเผาะ” หรือเห็ดถอบตามที่คนท้องถิ่นเรียกกัน เป็นเห็ดป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในระบบนิเวศของป่าเต็งรังที่ต้องอาศัยไฟเพื่อฟื้นฟูและปรับสภาพระบบนิเวศ นอกจากเห็ดถอบจะเป็นอาหารที่ชื่นชอบของคนทั่วไปในประเทศแล้ว ยังเป็นเศรษฐกิจสำคัญของคนในพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือระบบทุนนิยม ระบบกลไกการควบคุมทางการตลาดและราคาที่กำหนดโดยรัฐและบริษัทอุตสาหกรรม อันเป็นผลพวงจากความล้มเหลวโครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร การเก็บเห็ดจึงมีทั้งความหมายเชิงวัฒนธรรมและเป็นการกระบวนการสะสมทุนที่สำคัญมากของชุมชนในเขตป่า (Laungaramsri et al., 2025) อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในบริบท ปัญหา และการจัดการระดับท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในการแก้ไขปัญหาฝุ่น-ไฟ โดยมักถูกตีความผ่านมุมมองจากความเป็นเมืองและรัฐ
สภาลมหายใจเชียงใหม่ชวนชาวอมก๋อยจากพื้นที่ม่อนจองและยางเปียงมาบอกเล่าปัญหาเพื่อคลายอคติและสร้างความเข้าใจใหม่ของการแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟ ทั้งลดการสุมไฟทางอคติ และเพิ่มสิทธิในการจัดการไฟเพื่อการดูแลป่าอันเป็นบ้านและแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน
“ควันไฟไม่ได้มาจากเรา”

ไม่ใช่ทุกพื้นที่ป่าของอมก๋อยจะเป็นพื้นที่ที่ใช้ไฟ แต่บางพื้นที่ยึดหลักการ Zero Burn หรือควบคุมไม่ให้เกิดไฟในผืนป่าเลยเพื่อดูแลป่า พ่อหลวง จะพือ จะแต๊ะ บ้านมูเซอปากทาง ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย เล่าถึงภารกิจการดูแลป่าว่า พื้นที่ป่าของบ้านมูเซอปากทางนั้นเป็นเขตรอยต่อกับตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา ของจังหวัดตาก โดยชุมชนบ้านมูเซอปากทางรับผิดชอบพื้นที่ป่ายางเปียงร้อยละ 70 และพื้นที่ม่อนจองอีกร้อยละ 30 โดยอาชีพหลักของคนในชุมชนคือการทำเกษตร ปลูกกะหล่ำและพริก ควบคู่กับการท่องเที่ยวดอยม่อนจองในช่วงสามเดือนของปี มีการใช้ไฟเพียงเล็กน้อยเฉพาะในพื้นที่เกษตรซึ่งต้องลงทะเบียนเพื่อขอใช้ไฟผ่านแอปพลิเคชัน FireD เช่น แปลงมะเขือเทศ กะหล่ำ ข้าวไร่ อโวคาโด และกาแฟ ส่วนพื้นที่ป่าที่เหลือซึ่งมีมากกว่า 80,000 ไร่ และต้องดูแลร่วมกับเจ้าหน้าที่นั้น ประกอบด้วยโซนป่าต้นน้ำเกือบ 1,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ป่าสงวน และเขตห้ามล่า โดยพื้นที่ทั้งหมดนี้มีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ไฟโดยเด็ดขาด
กว่า 300 ครัวเรือนในหมู่บ้านยึดถือวัฒนธรรมลาหู่แซแล (ลาหู่ดำ) โครงสร้างการจัดการของชุมชนแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม มีผู้นำและตัวแทนกลุ่มละ 7 คนทำหน้าที่บริหารจัดการในระดับหมู่บ้าน โดยไม่ยึดโยงกับสายตระกูล ควบคู่กับการมีผู้นำจิตวิญญาณ 2 คน สำหรับประกอบพิธีกรรม แม้รัฐจะมีผู้นำทางการอยู่แล้วก็ตาม หลักการสำคัญที่ชุมชนลาหู่แซแลยึดถือ คือวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และมุ่งเน้นการดูแลป่าโดยถือเป็นบ้านของตน แม้จะไม่ได้มีรายได้ให้แต่ชุมชนก็ดูแลป่าด้วยความสมัครใจ โดยการดูแลเพื่อไม่ให้เกิดไฟนั้น สำหรับหมู่บ้านมูเซอปากทางก็คือการดูแลพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่รอยต่อด้วยการทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันป่าจากไฟภายนอก เช่น จากตากมูเซอหลังเมือง ที่เป็นป่าผลัดใบที่มีพื้นที่ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากในพื้นที่ป่าของตนไม่ได้ใช้ไฟอยู่แล้ว ในการทำแนวกันไฟ หมู่บ้านมูเซอปากทางจะทำสองจุดด้วยกัน คือ มูเซอปากทาง ระยะทางยาว 8 กิโลเมตร และมูเซอหลังเมือง ระยะทางยาว 5-6 กิโลเมตร เพื่อป้องกันป่าต้นน้ำ ควบคู่ไปกับการทำฝายชะลอน้ำ โดยในช่วงเสี่ยงต่อการเกิดไฟทางหมู่บ้านจะส่งคนไปลาดตระเวน และมีจุดเฝ้าระวัง มีทั้งหมด 4 จุด ประกอบด้วยด้านนอก 1 จุด ส่วนอีกสามจุดเป็นเขตรอยต่อ

พ่อหลวง จะพือ จะแต๊ะ ยืนยันว่า “เราดูแลให้ไม่มี หรือเกือบไม่มีฮอทสปอตขึ้นทุกปี” ทั้งที่งบประมาณสนับสนุนนั้นทางชุมชนระบุว่าได้จากเพียงอบต.ม่อนจองในการทำแนวกันไฟแค่เพียง 5,000 บาทเท่านั้น หรือในบางปีที่โชคดีก็จะได้รับงบจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวนปีละ 50,000 บาท แต่บางปีก็ไม่ได้รับ ในการหางบเพิ่มในแต่ละปี ทางชุมชนได้มีการเรี่ยไรจากจากรถนำเที่ยวจากภายนอกที่มายังม่อนจอง คันละ 100 บาท หากเงินเหลือจึงเก็บเข้าในกองทุนหมู่บ้าน งบประมาณจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าทั้งหมดที่ต้องไม่ติดไฟจำนวน 80,000 ไร่นี้ ถูกใช้ไปกับค่าน้ำมันและค่าอาหาร ทั้งยังไม่ได้นับค่าแรงที่ไม่เคยได้ตีค่าเป็นเงิน สรุปรวมแล้ว งบประมาณที่มีไม่เพียงพอสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยดับไฟอื่นใด นอกเหนือจากมีดซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ชุมชนมีอยู่แล้ว
“อยากให้คนเมืองเข้าใจว่าเราดูแลต้นน้ำ และร่วมช่วยสนับสนุนงบประมาณการดูแลป่าด้วย เราเป็นคนดูแล และควันไฟไม่ได้มาจากเรา เราดูแลด้วยวิถีชีวิตคนบนดอย และเราควบคุมการใช้ไฟทุกอย่าง” พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ กล่าว
มีดและเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง กับพื้นที่ 80,000 ไร่
พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ อธิบายถึงกระบวนการเฝ้าระวังและดับไฟป่าว่า การเฝ้าระวังมีการจัดชุดอาสาจากคนในชุมชนเข้าร่วม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ผลัดเวรกันเฝ้าระวัง 3 คน ต่อ 3 จุด ขณะเดียวกัน หมู่บ้านจะส่งกำลังคนเข้าไปเสริมตามจุดต่าง ๆ และออกลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนภารกิจการดับไฟป่านั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด ทำให้อุปกรณ์ที่มีอยู่ประกอบด้วยเพียงมีด เลื่อยยนต์ และเครื่องเป่าลมจำนวน 2 เครื่อง สำหรับดูแลพื้นที่ป่ากว่า 80,000 ไร่ อีกทั้งสภาพพื้นที่ป่าที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การเข้าดับไฟต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก
“บางปีต้องเดินเท้าเข้าไปนานถึงสามชั่วโมงเพื่อไปดับไฟในป่าต้นน้ำน้ำปิง บางครั้งต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไป จอดกลางทาง แล้วเดินต่ออีกหนึ่งชั่วโมง และในปีที่ไฟรุนแรง ก็ต้องทำแนวกันไฟไปพร้อมกับการดับไฟ โดยใช้อุปกรณ์เพียงมีดกับขอเท่านั้น” พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ กล่าว
ถึงจะมีหรือไม่มีคำสั่ง ชุมชนก็ยินดีดูแลป่า

ป่าม่อนจองทำหน้าที่เป็นป่าต้นน้ำของดอยใกล้เคียงหลายแห่ง ส่งผลให้แหล่งน้ำไม่เคยแห้งตลอดทั้งปีชุมชนมูเซอปากทางมีกฎระเบียบร่วมกันในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยห้ามจุดไฟในพื้นที่ป่า และยึดถือความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีต้นน้ำควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ วัฒนธรรมชุมชนยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกันโดยไม่มองเป็นเรื่องเงินทุน นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงร่วมกันในระดับอำเภอว่า อมก๋อยจะไม่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อป่าไม้และก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า กล่าวได้ว่า ชุมชนมูเซอปากทางร่วมกันดูแลป่าด้วยจิตใจที่เห็นป่าเป็นชีวิตของตน โดยที่ไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องงบประมาณสนับสนุนจากทางรัฐ
แม้จะมีคำสั่งจากทางการให้ดูแลพื้นที่ป่า แต่ในทางปฏิบัติชุมชนมีความตั้งใจและยินดีเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำตามวิถีชีวิตอยู่แล้ว โดยชุมชนมูเซอปากทางทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการจัดทำแผนการดูแลและป้องกันไฟป่าร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น แม้จะมีข้อจำกัดสำคัญด้านงบประมาณ “ป่าคือวิถีชีวิตของเรา เราอยู่กับป่าเราก็ต้องดูแลป่า ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ถึงมีงบหรือไม่มีก็ต้องดูแลงบประมาณจะทำให้เราช่วยจัดการไฟได้อย่างรวดเร็ว เรามีงบเพิ่มเราก็ดูแล แต่ถึงเราไม่มีงบก็ดูแล เราต้องการงบ บางครั้งค่าอาหารก็ไม่มี บางครั้งปลากระป๋องหนึ่งกระป๋องแบ่งกันกิน 20 คน อยากให้เห็นใจคนดูแลป่าด้วยครับ ไม่กล่าวโทษ และร่วมสนับสนุน” พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ อธิบาย
ป่าคือชีวิต เห็ดคือเศรษฐกิจชุมชน

/ภาพ: กนกพร จันทร์พลอย
“อยากอธิบายให้สังคมมองอมก๋อยจากอีกมุมหนึ่ง หากมีการเผาทำลายป่าอย่างรุนแรงจริง อมก๋อยคงไม่เหลือพื้นที่ป่ามากถึงกว่าร้อยละ 80 อย่างที่เป็นอยู่ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าเห็ดถอบคือการทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งหากขยายตัว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ป่าจะค่อย ๆ หายไป เศรษฐกิจจากเห็ดถอบเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน และในขณะเดียวกันก็เป็นแรงจูงใจให้คนในชุมชนช่วยกันดูแลป่า เพราะทุกคนต้องการให้ป่ายังสมบูรณ์และมีเห็ดเกิดขึ้น หากป่าถูกทำลาย ไม่เพียงเห็ดจะหายไป แต่ป่าทั้งผืนก็อาจสูญสิ้นเช่นกัน”
นี่คือคำอธิบายของ ธนากร หล้าเป็ง กำนันและประธานป่าชุมชนอมก๋อย บ้านยางเปียงใต้ หมู่ที่ 16 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า อมก๋อยมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ซึ่งตรงข้ามกับพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวที่ขยายตัวไปทั่วจนทำให้กลายเป็นภูเขาหัวโล้นแห้งสีน้ำตาล และคงไม่มีใครอยากทำลายป่าอันเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับชุมชนหลายสิบล้านบาทต่อปี
บ้านยางเปียงใต้ หมู่ที่ 16 แห่งนี้เป็นหนึ่งใน 17 หมู่บ้าน ซึ่งประชากรประกอบด้วยคนพื้นราบและชนเผ่า ทั้ง ม้ง ลาหู่ และปกาเกอญอ พื้นที่ป่าโดยรอบประกอบด้วยเขตห้ามล่าสัตว์ที่ติดต่อกับจังหวัดตาก รวมถึงป่าสงวนกว่า 100,000 ไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย โดยเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าชุมชนของบ้านยางเปียงใต้ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2562 ครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ไร่ และอยู่ระหว่างการขอขยายเพิ่มอีก 8,000 ไร่ นับเป็นป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ธนากรเล่าว่า ในปี 2564 พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้สำหรับทำนาข้าว เลี้ยงสัตว์ และหาของป่า โดยมีพื้นที่เก็บเห็ดถอบที่เป็นโซนใช้ไฟเพียง 2,000 ไร่ ขณะเดียวกันยังมีการเก็บเห็ดใบในโซนที่ไม่ใช้ไฟ แม้พื้นที่ใช้ไฟจะมีเพียง 2,000 ไร่ แต่หากเกิดไฟขึ้นในพื้นที่นอกเขตป่าชุมชน ชาวบ้านก็ยังต้องออกไปช่วยกันดับไฟทุกครั้ง
เศรษฐกิจชุมชนบนพื้นฐานของการเก็บของป่าและเห็ด คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่า ที่อาศัยการแลกเปลี่ยน และยังไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน (Laungaramsri et al., 2025) กล่าวได้ว่าบ้านยางเปียงใต้มีเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนวิถีพอเพียง ชุมชนในหมู่บ้านพึ่งพาการเลี้ยงวัวควายราว 2,000 ตัว ควบคู่กับการเก็บของป่าเป็นรายได้หลัก โดยเฉพาะเห็ดจากป่าซึ่งส่งขายไปยังตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สร้างรายได้จากเห็ดประมาณ 15 ล้านบาทต่อสามหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีแมงมัน ผักหวาน และมะขามป้อม โดยแมงมันมีราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 1,000 บาท
เห็ดถอบเป็นทรัพยากรสำคัญที่ไม่สามารถเก็บได้หากไม่ใช้ไฟ เนื่องจากเห็ดไม่ขึ้นหรือหาไม่พบ ในขณะที่ราคาวัวมีแนวโน้มต่ำลง แต่ราคาของเห็ดกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ของชุมชนหมุนเวียนตลอดทั้งปีตามฤดูกาลของของป่า ได้แก่ ไข่มดแดงในเดือนมกราคม ผักหวานและแมงมันในช่วงกุมภาพันธ์–มีนาคม เห็ดถอบและเห็ดแดงในช่วงพฤษภาคม–มิถุนายน ต่อเนื่องด้วยเห็ดโคน เห็ดลมในช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม และเห็ดแดงกับเห็ดไข่ห่านตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
“เศรษฐกิจเห็ดถอบเป็นรายได้ของชาวบ้าน ทุกคนรักป่าอยู่แล้ว ต้องการให้มีเห็ดในป่า จึงเป็นการดูแลป่าไปในตัว ถ้าไม่เช่นนั้นป่าก็หมดเหมือนกัน” ธนากร กล่าว
เห็ดถอบ การจัดการไฟ และการดูแลป่า

ในระบบนิเวศของป่าเต็งรัง หากมีเชื้อเพลิงสะสมจากใบไม้แห้ง หรือเศษกิ่งไม้จนมากเกินไป เมื่อเกิดไฟป่าจะลุกไหม้รุนแรงและทำลายป่าจนเสียหายได้ สำหรับการจัดการไฟในพื้นที่สำหรับเห็ดถอบ ธนากร ได้เล่าให้เราฟังว่า “บ้านยางเปียงใต้ หมู่ที่ 16 มีการทำแผนและส่งเรื่องขอบริหารเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่จะใช้ โดยปกติแล้วการบริหารเชื้อเพลิงจะใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง และควบคุมไฟต่อแปลง เราเปลี่ยนโซนจัดการไฟหาเห็ดหมุนไปเรื่อย ๆ เหมือนไร่หมุนเวียน”
ธนากรยังกล่าวถึงประเพณีเลี้ยงศาลป้อหม่อน เพื่อขอให้ทั้งคนทั้งป่าได้รับการปกป้อง นอกจากนี้ยัง อธิบายถึงภูมิปัญญาที่อิงตามหลักจันทรคติว่า “วันที่เลือกขอใช้ไฟนั้นจะเป็นช่วงข้างแรม เนื่องจากมีความชื้นน้อยกว่าวันข้างขึ้นที่ต้นไม้ยังคายน้ำไม่หมด ดังนั้นการจุดไฟช่วงเดือนแรมจะควบคุมได้ง่ายกว่า และเห็ดจะออก” ธนากร กล่าว สำหรับในปีนี้ทางชุมชนได้ส่งแผนอย่างละเอียดไปแล้ว ตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยขอบริหารเชื้อเพลิงช่วง 20-21 มีนาคม 2569 และต้องประสานอำเภออีกรอบเรื่องขอผ่านแอป Fire D
เห็ดถอบไม่ได้อุ้มเพียงเศรษฐกิจของบ้านยางเปียงใต้เท่านั้น แต่ธนากรเล่าว่า มีคนต่างบ้าน ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด เข้ามาเยอะกว่าคนในพื้นที่เสียอีก “บ้างก็ลำปาง ลำพูน มาหลักพันคน บ้างก็มาลักวัวลักควายไปกิน” ธนากร กล่าว วัวควายที่บ้านยางเปียงใต้ปล่อยไว้ในป่านั้น ธนากรเล่าว่ามีส่วนช่วยในระบบนิเวศได้หลายอย่าง อาทิ การลดเชื้อเพลิงและฟื้นฟูป่า ด้วยการเหยียบย่ำและกินหญ้า การกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างมะขามป้อมผ่านการขับถ่าย ทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาในระบบนิเวศ ขณะที่การงอกของหญ้าจากการชิงเผา หรือเผาเพื่อจัดการเชื้อเพลิงเป็นแค่ผลพวงเล็กน้อยเท่านั้น
ในการดูแลเฝ้าระวังไฟป่านั้น ชุมชนส่งอาสาสมัครวันละ 5 คนเข้าไปช่วยงานในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน โดยแต่ละครัวเรือนได้รับงบสนับสนุน 14,000 บาท โดยมากใช้ไปเป็นค่าอาหารและค่าน้ำมัน ในบางปีได้รับงบถ่ายโอนภารกิจเพื่อทำแนวกันไฟ 50,000 บาท สำหรับระยะเวลา 10 วัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ไฟป่าเกิดยาวนานกว่านั้น งบประมาณดังกล่าวไม่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ป่า คิดเป็นไม่ถึงไร่ละหนึ่งบาท ขณะที่งบจากอบต. มีประมาณ 1.7 ล้านบาท อีกทั้งแผนงบประมาณในปีถัดไปยังไม่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอการเลือกตั้ง ทำให้การทำงานยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน “เรามีงบประมาณน้อยจนแทบจะไม่มี ข้าวต้องห่อไปเอง ค่าน้ำมันแทบไม่พอ เรายังต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหาร” ธนากร กล่าว
เมื่อถามว่าทำไปแล้วได้อะไร ธนากรตอบว่า “ความหวังของเราคือได้เห็ด ได้เลี้ยงวัวควาย ถ้าไม่ได้บริหารเชื้อเพลิงปีนี้จะเสียหายหนัก ไฟที่บริหารจะไม่ลามไป เป็นการปกป้องป่า เป็นนายไฟ เราจึงเลือกแปลงที่เชื้อเพลิงเยอะ เป็นแปลงที่ทิ้งไว้แล้ว 2-3 ปี”
“อาสาอยู่นั่นแหละ”
ธนากร ตัดพ้อว่า ด้วยความที่งบประมาณน้อยจนไม่เหมาะสมกับพื้นที่และระยะเวลา สิ่งที่ชุมชนทำได้คือใช้แรงจิตอาสา เป็นอาสาสมัครเพื่อจัดการและเฝ้าระวังไฟป่า “แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ การช่วยกันดูแลป่าถูกมองว่าเป็นหน้าที่และจิตสำนึกของคนที่อาศัยอยู่กับป่า เมื่อเกิดไฟลุกลามเข้ามา ชุมชนพยายามเข้าไปช่วยดับ แม้จะขาดงบประมาณด้านน้ำมันและการเข้าถึงพื้นที่ทำได้ยาก ไฟป่าไม่มีเจ้าของ แต่เราต้องดูแล พื้นที่เสี่ยงสำคัญคือบริเวณลานน้ำแม่ตื่น ซึ่งชุมชนยางเปียงใต้เข้าถึงได้ลำบาก ขณะที่หมู่บ้านอื่นสามารถเข้าไปใช้พื้นที่เพื่อหาปลาและก่อไฟ จึงมีข้อเสนอให้ควบคุมการใช้ไฟในโซนดังกล่าวอย่างเข้มงวด เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดเขตห้ามล่าและอยู่ในความรับผิดชอบของบ้านยางเปียงใต้” ธนากร กล่าว
การดูแลไฟป่าอาศัยจิตอาสาประมาณ 20 คน เพื่อดูแลพื้นที่กว่า 70,000 ไร่ ครอบคลุม 125 ครัวเรือน หรือราว 300 คนในชุมชน โดยชาวบ้านเน้นการทำแนวกันไฟเชิงป้องกันล่วงหน้า ธนากรกล่าวว่า สิ่งที่ชุมชนทำได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่คือ การดูแลเข้มข้นกว่า เนื่องจากมีจำนวนคนมากกว่า ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และทำเยอะกว่า โดยชุมชนจะดูแลจัดการทำแนวเฉพาะช่วง 20,000 ไร่ป่าชุมชน
ในการส่งแผนแต่ละครั้ง ชุมชนจัดทำแผนบริหารจัดการไฟโดยไม่ได้ขอ งบประมาณ ระบุเพียงจุดปฏิบัติงาน คาดว่าหากมีงบสนับสนุนจะต้องใช้ประมาณวันละ 300 บาทต่อคน ตลอด 60 วัน รวมราว 360,000 บาท โดยเริ่มทำแนวกันไฟตั้งแต่กุมภาพันธ์ และปฏิบัติงานต่อเนื่องทุกวันจนถึงกลางเดือนเมษายน ทั้งนี้ไม่มีการตั้งกองทุนหรือเรี่ยไรเงินจากชุมชน
ต่างบริบท ต่างพื้นที่ ก็มีรูปแบบการจัดการบริหารฝุ่น-ไฟแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ชุมชนอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า ชุมชนผู้อยู่กับป่านั้นไม่เคยมุ่งหมายทำลายป่าอันเป็นบ้าน วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของตน การใช้ไฟนั้นไม่ได้เป็นการจุดแล้วปล่อยทิ้งไว้ มีการเฝ้าระวัง และคอยดับหลังบริหารเชื้อเพลิงเสร็จ ชุมชนคือผู้ระวังไฟ และพูดได้อย่างมั่นใจว่า ป่าอมก๋อยยังอยู่ เพราะคนอมก๋อยช่วยดูแล ไว้ใจ และสนับสนุนให้ชุมชนมีกำลังในการจัดการฝุ่น-ไฟจากป่าที่ กองทุนชุมชนจัดการไฟ www.communityfire.fund
อ้างอิง
แชร์บทความ