
กฎหมายอากาศสะอาดที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาชนกำลังเข้าใกล้ความเป็นจริง ล่าสุดวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดในวาระที่ 3 แล้ว จากนี้ร่างกฎหมายจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการพิจารณา เนื้อหาหลายส่วนที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมได้ถูกปรับลดหรือถูกตัดออกไป จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประชาชนจะต้องร่วมติดตามอย่างใกล้ชิดว่า กฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จะยังสามารถทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการมีอากาศสะอาดของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
นี่คือทั้งความหวังและความท้าทายที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ชวนทุกคนร่วมพิจารณาและจับตาไปพร้อมกัน
ความหวัง
1. ป่าไม้ ไฟจำเป็น และไร่หมุนเวียน: ความหวังในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ยังคงอยู่คือ ไร่หมุนเวียนยังคงอยู่ในเงื่อนไขข้อละเว้นการใช้ไฟ โดยถูกกำหนดไว้ในมาตรา 117 ของภาคเกษตร ไม่ถูกจัดอยู่ในนิยามการ “เผาป่าทำให้เสื่อมสภาพ” ของมาตรา 4 นอกจากนี้ยังระบุการป้องกันและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตามความจําเป็นของป่าแต่ละชนิดไว้ในมาตรา 107(1) ซึ่งสอดคล้องกับการคำนึงถึงสิทธิการใช้ไฟของวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า และการบริหารจัดการไฟที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เอื้อต่อแผนการจัดการไฟในท้องถิ่น
2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (มาตรา 113) ซึ่งหากนำมาใช้อย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับการได้รับการกำกับดูแลจากภาครัฐและผู้ตรวจสอบ third party อาจช่วยลดปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับการขยายพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของอุตสาหกรรมเกษตรไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งแม้จะเป็นความหวังแต่เรายังคงต้องจับตาต่อไปถึงการบังคับใช้และดำเนินการ
3. กองทุนอากาศสะอาด แต่เพิ่มภาคธุรกิจเข้ามาเป็นกรรมการภาคเอกชน: กองทุนอากาศสะอาดยังคงได้รับการคงไว้ในร่างกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีตัวแทนภาคธุรกิจในกองทุนอากาศสะอาด ประชาชนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า บทบาทและอิทธิพลของตัวแทนภาคธุรกิจในชั้นคณะกรรมการต่างๆ จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางการบริหารกองทุน และการตัดสินใจด้านต่าง ๆ ของกองทุนอากาศสะอาด อย่างไรก็ตาม กองทุนอากาศสะอาดจะบังคับใช้อีก 1 ปี หลังจากการประกาศใช้กฎหมาย ไม่ใช่กรอบ 60 วันตามร่างเดิม
4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด (มาตรา 99) โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวสามารถนำมาใช้ภายในจังหวัด ถือเป็นรายได้ของท้องถิ่นเพื่อใช้ในการจัดการมลพิษตามแผนระดับจังหวัด (มาตรา 121)
5. Anti-Slapp: ข้อความสำคัญในร่างฉบับนี้คือ การป้องกันการฟ้องคดีปิดปากและระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ผู้แจ้งหรือร้องเรียนโดยสุจริตไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง (มาตรา 71) ซึ่งเป็นการระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิแจ้งข้อมูลของผู้ก่อมลพิษโดยปลอดภัยจากการถูกฟ้องปิดปาก
ข้อท้าทาย
1. ตัดทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ(PRTR) คงไว้เพียงฐานข้อมูลระดับประเทศ
ทุกมาตราที่เกี่ยวข้องกับ PRTR ถูกตัดออกไป เหลือไว้เพียงมาตรา 66 ที่กำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศด้านมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดแต่ละแห่งต่อสาธารณะ โดยพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในมาตรา 35 ก็ไม่ได้กำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษรายแหล่ง ในทางปฏิบัติ หน่วยงานรัฐอาจมีการตรวจวัดการปล่อยมลพิษของสถานประกอบการเป็นระยะ เช่น ปีละครั้งหรือทุกสองเดือน และให้ผู้ประกอบการจัดทำรายงานส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อมูลเหล่านี้มักถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง ผลที่ตามมาคือ หากประชาชนต้องการตรวจสอบข้อมูล จะต้องยื่นคำขอเป็นรายกรณี ซึ่งมีทั้งต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ต่างจากระบบที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องร้องขอ การไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลอย่าง PRTR จึงจำกัดโอกาสในการติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังปัญหามลพิษทางอากาศ
2. เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด (มาตรา 40) จากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด: จุดนี้คือความเสี่ยงสำคัญของจังหวัดเนื่องจากนอกจากกทม.แล้ว จังหวัดอื่นไม่มีผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน 4 ปี มีการโยกย้ายตำแหน่งเป็นระยะ ส่งผลให้การดำเนินงานด้านนโยบายและการแก้ไขปัญหาขาดความต่อเนื่อง และการกระจายอำนาจ อาจไม่เข้าใจปัญหาและบริบทท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด
ข้อห่วงกังวลสำคัญของภาคเหนือคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีอิสระจากอำนาจหรือคำสั่งของส่วนกลางที่อาจไม่เข้าใจและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่เพียงใด และจะสามารถกำหนดแนวทางและมาตรการในระดับจังหวัดได้อย่างแท้จริงในฐานะประธานคณะกรรมการอากาศระดับจังหวัดหรือไม่
3. เพิ่มตัวแทนผู้ก่อมลพิษในหลายคณะกรรมการ
วุฒิสภาได้แก้ไขให้มีผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด และคณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด แม้จะตัดออกจากคณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด และคณะกรรมการกองทุนอากาศสะอาดแล้ว จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามว่า การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในกลไกกำหนดนโยบายและการตัดสินใจจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนมาตรการด้านอากาศสะอาดและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะอย่างไร
4. ตัดระบบ “ฝากไว้ได้คืน” ทำให้ไม่สามารถเก็บเงินประกันล่วงหน้าจากอุตสาหกรรม เมื่อปราศจากกลไกนี้จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินประกันล่วงหน้าจากบริษัทหรือผู้ประกอบการเพื่อเป็นหลักประกันในการป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายจากมลพิษได้ หากเกิดผลกระทบในภายหลัง การจัดหาเงินเพื่อฟื้นฟูหรือชดเชยความเสียหายอาจต้องพึ่งพากลไกอื่นแทน
5. ตัดบทบัญญัติเรื่องคำสั่งคุ้มครองจากศาลและสิทธิการดำเนินคดีแบบกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้จะตัดความชัดเจนที่เอื้อต่อผู้ได้รับผลกระทบออกไป แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าสิทธิเหล่านี้หายไป ผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องอาศัยบทบัญญัติจากกฎหมายฉบับอื่นแทน เช่น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งยังคงเปิดช่องให้ขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและใช้สิทธิในการดำเนินคดีได้ รวมถึงการดำเนินคดีแบบกลุ่ม กล่าวคือ สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ทำให้ผู้ใช้สิทธิต้องอ้างอิงกฎหมายฉบับอื่นเป็นฐานในการดำเนินคดีและขอความคุ้มครองจากศาล
6. ความรับผิดชอบของสถาบันการเงินถูกถอดออกไป
ประเด็นความรับผิดของสถาบันการเงินต่อการสนับสนุนแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในประเทศและนอกประเทศ (มาตรา 211 และมาตรา 215) ถูกตัดออกไป ซึ่งบทบาทของสถาบันการเงินมีความสำคัญมากในการกำกับทิศทางการลงทุนและลดการสนับสนุนกิจกรรมของภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการก่อมลพิษทางอากาศ ทั้งในประเทศและในกรณีมลพิษข้ามพรมแดน