ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

เลข AQI ค่ามลพิษที่เราเห็น อาจไม่ได้คำนวณฝุ่นจากอุตสาหกรรม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

เลข AQI ค่ามลพิษที่เราเห็น อาจไม่ได้คำนวณฝุ่นจากอุตสาหกรรม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์

18 มีนาคม 2569

อ่าน 2 นาที

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Monitoring Station – AQMS) ของไทยโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเครื่องที่วัดมลพิษได้ครอบคลุมที่สุดตามมาตรฐานคุณภาพอากาศ ขณะนี้บางเครื่องที่เคยคำนวนสารพิษหลักจากหลากหลายแหล่งกำเนิด เช่น จากภาคอุตสาหกรรมและคมนาคม กลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากขาดงบประมาณทำให้ไม่สามารถรายงานค่ามลพิษได้อย่างครอบคลุม … แล้วสุขภาพของเราล่ะ?

โดยปกติแล้ว สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศจะมีพารามิเตอร์เพื่อวัดความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศต่าง ๆ เพื่อรายงานภาพรวมมลพิษทางอากาศผ่านดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI (Air Quality Index) ซึ่งประกอบด้วยสารมลพิษหลักสำคัญ 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละออง PM2.5, PM10, โอโซน (O3), คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) โดยจะคำนวณค่าสูงสุดจากสารมลพิษเหล่านี้มาแสดงผลเพื่อบอกระดับผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนระดับความอันตรายของอากาศแบบรายชั่วโมง และรายวัน คำถามคือ หากการรายงานคุณภาพอากาศไม่มีค่าพารามิเตอร์เหล่านี้ จะส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนเรื่องค่ามลพิษทางอากาศที่แท้จริงอย่างไรบ้าง

มลพิษทางอากาศไม่ได้มีแค่ PM2.5

การขับเคลื่อนด้านอากาศสะอาดของภาคประชาสังคมทำให้ฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นการสื่อสารถึงอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งปัจจุบันเป็นค่ามลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่กรมควบคุมมลพิษยอมรับ และเป็นหนึ่งในพารามิเตอร์สำคัญที่ใช้ในการรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ แต่การสื่อสารและการตรวจวัดเพียงแค่ PM2.5 นั้นไม่ได้สะท้อนถึงมลพิษทางอากาศอย่างครอบคลุม และยังผิดกับหลักการที่แท้จริงของดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) โดยหลักการแล้ว ค่า AQI เกิดจากการประเมินมลพิษทางอากาศสำคัญหลายชนิด ได้แก่ โอโซนระดับพื้นดิน (O3), PM2.5, PM10, คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งล้วนมีแหล่งกำเนิดหลักจากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จากภาคส่วนต่างๆ  เช่น ภาคคมนาคมขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการเผาในที่โล่ง รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การซ่อมแซมถนน การก่อสร้าง และกิจกรรมในเมืองรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น หากการตรวจวัดคุณภาพอากาศพิจารณาเพียงค่า PM2.5 โดยไม่นำมลพิษชนิดอื่นมาประเมินร่วมด้วย ก็จะไม่สามารถสะท้อนค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะในเขตเมืองซึ่งมีแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่หลากหลายและซับซ้อน 

ดังนั้น การมีพารามิเตอร์เพียง PM2.5 จึงเป็นการมองข้ามความเป็นจริงว่า อากาศที่เราสูดหายใจนั้นไม่ได้ประกอบแค่เพียงมลพิษ PM2.5 ชนิดเดียว  แต่ยังมีสารพิษตั้งต้นอื่นที่ก่อให้เกิด PM2.5 ได้ กล่าวคือ การวัดเฉพาะฝุ่น PM2.5 คือการคำนวณเฉพาะฝุ่น PM2.5 ปฐมภูมิ (Primary Aerosol) ที่เกิดจากการปล่อยโดยตรงจากแหล่งกำเนิด  เช่น ฝุ่นจากดิน ถนน ฝุ่นเกลือจากทะเล ฝุ่นจากกระแสลมที่พัดผ่าน และขี้เถ้า เขม่าควันไฟ ซึ่งไม่ได้คำนวนฝุ่นทุติยภูมิ (Secondary Aerosol) หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางเคมีในชั้นบรรยากาศ แทนที่จะถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง  แต่จากการทำปฏิกิริยาระหว่างก๊าซในอากาศ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) กับสารประกอบอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นอนุภาคขนาดเล็กอย่างฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งหากสัมผัสฝุ่นทุติยภูมิในระยะยาวจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากหรือมีโรคประจำตัว รวมถึงสารก่อมะเร็ง (อ้างอิง: กระทรวงสาธารณสุข) ดังนั้นการตรวจวัดและรายงานข้อมูลมลพิษทางอากาศโดยรอบด้านจะความลดประมาทในการรับมือต่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างรัดกุม และแก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิดได้มากยิ่งขึ้น

เพราะปัญหางบประมาณ กรมควบคุมมลพิษจึงไม่รายงานมลพิษตัวอื่นนอกจาก PM2.5

นายอาวีระ ภัคมาตร์ /ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมเเละควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่

สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นาย อาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมเเละควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ โดยนายอาวีระ ระบุว่า แต่ละพารามิเตอร์นั้นสะท้อนปัญหามลพิษจากที่มาแตกต่างกัน เช่น โอโซนภาคพื้นดิน ที่จะกลายเป็นมลพิษเมื่อเจอกับอากาศร้อนจัด คาร์บอนมอนออกไซด์จากมลพิษสันดาป ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จากการเผาไหม้ของดีเซลและกำมะถัน และไนโตรเจนไดออกไซด์ จากการเผาไหม้ที่ความร้อนสูง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งเดิมทีจังหวัดใหญ่ต่างๆ จะมีพารามิเตอร์ครบทั้งหก แต่ด้วยปัญหางบประมาณทำให้ปัจจุบันนี้ติดตั้งเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูงต่อมลพิษ 

“ช่วงหลังกรมควบคุมมลพิษมีปัญหาเรื่องงบประมาณ พารามิเตอร์ของบางสถานีจึงขอไม่รายงานบางตัวตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นคำถามว่าทำไม Air4Thai ไม่มีมลพิษตัวอื่นนอกจาก PM2.5 แต่มีการสุ่มตรวจในบางพื้นที่ของเชียงใหม่” นายอาวีระ กล่าว โดยเผยว่าในจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันนี้ไม่มีการรายงานพารามิเตอร์อื่นนอกจาก PM2.5 แต่มีการสุ่มตรวจด้วยเครื่องเคลื่อนที่ในบางพื้นที่ เช่น สี่แยกที่มีรถติดเยอะ

ภาพ: พารามิเตอร์ของการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการรายงานเฉพาะ PM2.5

“หากต้องมีการรายงานครบทั้ง 6 พารามิเตอร์ของ AQI จะต้องใช้งบประมาณการดูแลต่อสถานีต่อปีราว 1-2 ล้านบาท แม้แต่ในกรุงเทพฯเองก็ไม่ได้รายงานครบ” นายอาวีระ กล่าว  ด้วยปัญหางบประมาณ ขณะนี้กรมควบคุมมลพิษจึงไม่มีแผนในการนำพารามิเตอร์ที่เคยครบถ้วนในอดีตกลับเข้ามา อาจจะทบทวนเฉพาะในบางพื้นที่หากมลพิษทางอากาศในเมืองมีมาก “อีกภายในสองปี 76 จังหวัดทั่วประเทศจะต้องมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศครบ ตอนนี้เราต้องขอให้ครบทุกจังหวัดก่อน หลังจากนั้นจึงจะดึงพารามิเตอร์กลับเข้ามา” 

พารามิเตอร์ที่หายไปของการรายงานมลพิษทางอากาศ คือข้อมูลมลพิษที่ไม่ได้ถูกรายงาน

“แนวโน้มความตระหนักต่างๆของภาคประชาชนเรื่องมลพิษทางอากาศมีเพิ่มมากขึ้น และพ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็กำลังได้รับความสนใจ แต่งบประมาณกลับถูกตีตก” นายอาวีระ สะท้อนถึงปัญหางบประมาณที่สวนทางกับความสำคัญของปัญหา ซึ่งทำให้หากเราเข้าไปตรวจเช็คคุณภาพอากาศใน http://air4thai.pcd.go.th/ จะพบว่ามีเพียงไม่กี่สถานีเท่านั้นที่มีการรายงานมลพิษทางอากาศที่สำคัญประเภทอื่นนอกจาก PM2.5 แม้กระทั่งพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยองก็ไม่มีการรายงาน

ภาพ: พารามิเตอร์ที่ไม่ครบ 6 มลพิษหลัก บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง 
ภาพ: พารามิเตอร์ของการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดรอบกรุงเทพฯ ซึ่งบางพื้นที่มีการตรวจวัดและรายงานคุณภาพอากาศครบทั้ง 6 พารามิเตอร์

ปัญหามลพิษทางอากาศของจังหวัดเชียงใหม่มีแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย แม้ในช่วง 3–4 เดือนแรกของปีจะมีแหล่งฝุ่นควันหลักจากภาคเกษตรกรรมและไฟป่า แต่ในความเป็นจริง มลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และกิจกรรมอื่น ๆ ในเมือง เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม การรายงานคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นเพียงค่าฝุ่น PM2.5 เป็นหลัก อาจทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และรับรู้เพียงฝุ่น PM2.5 ปฐมภูมิ ซึ่งมักมาจากขี้เถ้า เขม่าควันไฟ หรือฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากพื้นถนน ขณะที่ฝุ่นทุติยภูมิซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของมลพิษจากแหล่งกำเนิดอื่น เช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือการเผาไหม้เชื้อเพลิง กลับไม่ได้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านข้อมูลที่มีอยู่

ดังนั้น เมื่อการรายงานและการรับรู้มุ่งเน้นเฉพาะฝุ่น PM2.5 ปฐมภูมิ (ขี้เถ้า เขม่าควันไฟ) ประกอบกับการเผยแพร่ข้อมูลจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และการตรวจสอบการใช้ไฟในพื้นที่ป่าที่เข้มงวดผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ดาวเทียมและโดรน จึงมักทำให้ประชาชนที่อาศัยและพึ่งพิงป่ากลายเป็น “แพะรับบาป” ของปัญหาหมอกควันอยู่เสมอในช่วงฤดูฝุ่นควัน

สำหรับกรณีโรงงานอุตสาหกรรม แม้นายอาวีระให้ข้อมูลว่า หากมีการร้องเรียนจากประชาชน และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จะสั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานท้องถิ่น เข้าไปตรวจสอบโรงงานที่มีการก่อมลพิษ และสำหรับยานพาหนะ มีการเริ่มตรวจการปล่อยควันของรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ประกอบกับเชียงใหม่จะมีการเปิดตัวรถเมล์ EV สายใหม่ และเทรนด์ของคนเชียงใหม่ได้หันไปนิยมรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น จึงคาดหวังว่ามลพิษจากภาครถยนต์จะลดลง 

อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานรัฐจะแข็งขันแก้ไขปัญหาตามที่ร้องเรียนก็ตาม แต่การร้องเรียนถือเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทางหลังจากที่วิกฤตได้เกิดขึ้นแล้ว และในหลายกรณีประชาชนจำเป็นต้องเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองก่อน จึงจะรับรู้ได้ว่ามลพิษทางอากาศอยู่ในระดับที่รุนแรงเพียงใด และใช้เวลานานหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการยุติมลพิษ ดังนั้น คำถามสำคัญคือ จะดีกว่าหรือไม่หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษทางอากาศแบบเรียลไทม์ที่ครอบคลุมทุกพารามิเตอร์ได้โดยไม่ต้องรอให้มีการร้องเรียนเสียก่อน เพราะการรับรู้ถึงคุณภาพอากาศที่เราหายใจเข้าไปในทุกวินาที ผ่านตัวเลขค่ามลพิษที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงนั้น ถือเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด

“มลพิษอื่นในพารามิเตอร์นอกจาก PM2.5 เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือโอโซนในบางพื้นที่ มีความจำเป็นที่จะต้องดึงกลับเข้ามา เนื่องจากมลพิษทางอากาศมีสองสถานะคือ ปฐมภูมิ และทุติยภูมิที่เปลี่ยนไปมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีหัวตรวจวัดบางตัวเข้ามา เพื่อให้มีข้อมูล และนี่คือความท้าทายของกรมควบคุมมลพิษ” นายอาวีระกล่าว

ถึงเวลาแล้วไหม ที่รัฐบาลชุดใหม่จะกลับมาให้ความสำคัญกับลมหายใจของประชาชนอีกครั้ง ด้วยการคืนพารามิเตอร์เพื่อวัดความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศอย่างครบถ้วนและปกป้องสุขภาพของประชาชนภาคเหนือโดยรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเฉพาะมลพิษจากการเผาในที่โล่งอย่างไฟป่าและเกษตร





แชร์บทความ

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2026 ประชาธรรม — สื่อชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง