
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีบริบทเฉพาะต้องใช้ไฟจำเป็นโดยเฉพาะโซนใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีถอดบทเรียนการจัดทำแผนท้องถิ่นและการบริหารจัดการไฟจำเป็น นับตั้งแต่เชียงใหม่ใช้แนวทางบริหารจัดการไฟมาตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา (เว้นบางปี)เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อจังหวัดในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการไฟในปี 2570 เพื่อรับมือปรากฎการณ์เอลนีโญ่ จัดโดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลและติดตามประเมินแผนยุทธศาสตร์และมาตรการ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลตำบลแสนไห อำเภอเวียงแหง, เทศบาลตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง, องค์การบริหารส่วนตำบลทาเหนือและองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน, องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียงและองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย, เทศบาลตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง, เทศบาลตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม และองค์การบริหารส่วนตำบลฮอด อำเภอฮอด
การกระจายอำนาจและการรับรองสิทธิของท้องถิ่นในการบริหารจัดการไฟ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา PM2.5 และไฟป่า โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนแนวทางจากการห้ามเผาโดยเด็ดขาด มาเป็นการใช้ไฟอย่างมีการวางแผนและควบคุม ด้วยการพัฒนาระบบการขอใช้ไฟจำเป็น เพื่อรองรับการใช้ไฟในพื้นที่เกษตรที่สูงและไร่หมุนเวียน และการจัดการชีวมวลในพื้นที่ป่าผลัดใบอย่างเหมาะสม ผ่านการจัดทำแผนในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เวทีถอดบทเรียนครั้งนี้สะท้อนว่า แม้หลายท้องถิ่นร่วมกับชุมชนได้จัดทำแผนและดำเนินการขอใช้ไฟจำเป็นแล้ว แต่ระบบและกลไกที่รองรับการดำเนินงานยังมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุง

ประการแรก: ปัญหางบประมาณและการถ่ายโอนภารกิจของกรมป่าไม้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นภารกิจด้านการป้องกัน ควบคุมไฟป่า และรักษาป่าไม้ เสียงสะท้อนจาก อปท. ในชุมชนต่างๆ กล่าวว่าเหมือนเป็นการถ่ายโอนมาเฉพาะงานแต่ไม่ได้ถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณมาให้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้การดูแลพื้นที่ป่าหลายหมื่นไร่ไม่สอดคล้องกับการได้รับงบประมาณเพียง 30,000-50,000 บาทต่อปีต่อตำบล
ประการที่สอง: การทำแผนระดับท้องถิ่นกับความท้าทายของการอนุญาตของระบบและอำเภอ แม้ระบบที่เอื้อต่อการบริหารจัดการไฟของท้องถิ่นจะเป็นข้อดีสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ที่เล็งเห็นสิทธิการใช้ไฟควบคู่ไปกับการบริหารจัดการให้เชื้อเพลิงในป่าน้อยลง อย่างไรก็ตาม ชุมชนอยากเห็นการพัฒนาในการอนุญาตของระบบ (ไฟดี -Fire D และ Burn Check) และอำเภอดังนี้
- สำหรับการจัดการไฟในพื้นที่เกษตร เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกข้อมูลและดำเนินการผ่านระบบได้โดยตรง แต่ในกรณีการจัดการไฟในพื้นที่ป่าสงวนฯ กลับพบปัญหาความไม่ชัดเจนด้านอำนาจหน้าที่ เนื่องจากหน่วยงานมองว่าไม่ใช่อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นหน้าที่ของหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ในพื้นที่ ส่งผลให้กระบวนการลงข้อมูลความต้องการในระบบ และการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ดังกล่าวยังประสบอุปสรรคอยู่มาก
- เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล โดยเปิดเผยผลการดำเนินงานและเปรียบเทียบพื้นที่ขอใช้ไฟกับพื้นที่เผาไหม้ (Burned Scar) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีการเผาที่ไม่ได้รายงานได้
- ปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน โดยเคลียร์คำขอที่ค้างในระบบและแยกคำขอที่ไม่อนุมัติออกจากรายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ
- จัดทำรายงานสรุปผลและเปิดเผยข้อมูลการอนุมัติและการใช้ไฟเป็นรายเดือน
- จำแนกประเภทพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น พื้นที่เกษตร ป่าเพื่อการเกษตร ไร่หมุนเวียน พื้นที่คทช. และป่าชุมชน เพื่อให้การบริหารจัดการและติดตามผลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- พัฒนาระบบให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดการบันทึกข้อมูลซ้ำหลายระบบ และ/หรือเพิ่มสิทธิการเข้าถึงและดาวน์โหลดข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่น ไม่จำกัดเฉพาะผู้ดูแลระบบระดับอำเภอ
- ลดระยะเวลาการอนุมัติจาก 7 วันให้สั้นลง และเปิดให้แก้ไขข้อมูลคำขอได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากบ่อยครั้งที่ไม่มีจุดความร้อนในพื้นที่แต่มีฝุ่นข้ามแดน ส่งผลให้ชุมชนที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่กลับใช้ไฟไม่ได้
- เปิดเผยหลักเกณฑ์หรือพารามิเตอร์ที่ใช้พิจารณาอนุมัติการใช้ไฟ และปรับให้ยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม
- ทบทวนนโยบายและช่วงเวลาห้ามเผาให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ รวมถึงกำหนดเกณฑ์การใช้ค่าฝุ่นที่ชัดเจนและสะท้อนสถานการณ์ในระดับพื้นที่
บางท้องถิ่นสะท้อนว่า ในปี 2569 ไม่ได้ยื่นขอใช้ไฟจำเป็น เนื่องจากแม้จะจัดทำแผนและยื่นคำขอผ่านระบบอย่างถูกต้อง แต่กลับไม่ได้รับการอนุมัติจากอำเภอติดต่อกันเป็นปีที่สอง จนทำให้ชุมชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการ เสียงสะท้อนเหล่านี้มาจาก อปท. และชุมชนที่มีบทบาทในการดูแลป่าและบริหารจัดการไฟอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไว้ได้ ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ท้าทายจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งรุนแรงยิ่งขึ้น การรับฟังเสียงของท้องถิ่นและชุมชน พร้อมกระจายอำนาจและสนับสนุนสิทธิ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการไฟของท้องถิ่น ทั้งกระบวนการจัดทำแผนความต้องการ การมีระบบงบประมาณที่เพียงพอ อำนาจการลงระบบ-การอนุมัติอนุญาต จึงจะเป็นแรงจูงใจเพียงพอที่จะทำให้การใช้ไฟจำเป็นเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อลดผลกระทบการใช้ไฟให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าที่ดีที่สุด
