ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

เอกชนหนุนชุมชนจัดการไฟป่า: จากเศรษฐกิจเผาไหม้ สู่ป่าที่มีมูลค่า

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

เอกชนหนุนชุมชนจัดการไฟป่า: จากเศรษฐกิจเผาไหม้ สู่ป่าที่มีมูลค่า

กนกพร จันทร์พลอย

23 กุมภาพันธ์ 2569

อ่าน 2 นาที

เมื่อคำตอบของการแก้ไขปัญหาไฟป่า ไม่สามารถอยู่ที่มือรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ภาคส่วนอื่น ๆ อย่างภาคเอกชนก็อาจร่วมตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหานี้ได้เช่นกัน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาจึงได้มีการจัดเวทีเสวนาในงาน Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 ชวนมาร่วมฟัง–ถก–ขบคิด เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนไทย โดยห้องย่อยที่ 2 ฟังไฟ (ป่า) วาระร่วมเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าแบบบูรณาการ ในช่วงที่ 3 จะเป็นการชวนภาคเอกชน-มูลนิธิ ถกแนวทางสนับสนุนชุมชนจัดการไฟระยะสั้นและยาว ชี้รากปัญหาฝุ่นควันอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชาวบ้านเผาเพราะอยากเผา  ในหัวข้อ “แนวทางการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลไฟในระยะสั้น และมิติยั่งยืน” 

ปริศนา พรหมมา กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดวงเสวนาด้วยการตั้งคำถามถึงช่องว่างที่รัฐเติมเต็มไม่ได้ “เวลาเราพูดว่าให้แต่ละท้องถิ่นมีแผนเชิงพื้นที่ของตนเอง ภาครัฐก็มีความพยายาม และไม่ง่ายเช่นกัน เมื่อมีแผนที่ดีแล้ว การมีระบบสนับสนุนนอกภาครัฐ อย่างภาคเอกชนที่เป็นความหวังของชุมชนเพื่อเติมเต็มข้อจำกัดของรัฐ”

นับตั้งแต่ฤดูฝุ่นที่ผ่านมา บทสนทนาเรื่องการจัดการไฟในภาคเหนือวนเวียนอยู่กับการกล่าวโทษกันไปมาระหว่างชุมชน รัฐ และภาคเกษตร แต่เวทีครั้งนี้เลือกเดินในทิศทางต่างออกไป นั่นคือถามว่าแต่ละภาคส่วนจะเข้ามาร่วมรับผิดชอบและสนับสนุนกันได้อย่างไร โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีทั้งทุน เครือข่าย และตลาดในมือ

พลาย ภิรมย์ จาก Central Tham ธุรกิจค้าปลีกในเครือเซ็นทรัล สะท้อนให้เห็นว่ารากเหง้าของปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือไม่ใช่ความไม่รับผิดชอบของเกษตรกร แต่คือกับดักทางเศรษฐกิจที่ทำให้การเผาเป็นทางเลือกเดียวที่ทำได้ “เกษตรกรไม่รู้จะไปขายใคร หรือขายแล้วได้เงินไม่เพียงพอ รูปแบบการทำไร่ไม่ยั่งยืน และไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย ๆ” เขาอธิบาย “การทำเกษตรเผา ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และรายได้ก็ไม่เพียงพอ มันไม่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของชุมชน”

Central Tham จึงเข้าไปออกแบบโมเดลแก้ปัญหาแบบครบวงจรภายใต้โครงการ “Zero Burning Initiative  เศรษฐกิจไม่เผา” โดยทำงานร่วมกับ NGOs และดึงภาคเอกชนอื่น ๆ เข้ามาร่วม แนวทางหลักคือช่วยเกษตรกรตอบสามคำถาม ได้แก่ ปลูกอะไร ขายที่ไหน และขายให้ใครในราคาเท่าไหร่ โดยนำร่องที่อำเภอแม่แจ่มด้วยการมอบโรงเรือนให้ชุมชน และสนับสนุนการปลูกมะเขือเทศพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูง พร้อมการันตีรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไป

“เราชวนภาคธนาคาร อย่างธกส. ให้เงินทุนสนับสนุนในการซื้อปัจจัยการเกษตร และชวนเครือข่ายจากประเทศญี่ปุ่นมาสอนการปลูก และมาขายกลับที่ retail ของเรา” พลายเล่า “บางทีคนปลูกก็ไม่ได้คุยกับตลาด อันนี้จะเป็นการเชื่อมกัน ให้ตลาดนำการผลิต”

ทั้งนี้ เงื่อนไขแรกที่ภาคเอกชนกำหนดคือเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันในรูปวิสาหกิจชุมชนก่อน เพราะการทำงานในนามบุคคลไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว และในภาพใหญ่ พลายมองว่าทุกคนในห่วงโซ่มูลค่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน “ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าไม่ใช่เรื่องของการกล่าวหา แต่ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งห่วงโซ่มูลค่านี้” เขาย้ำ พร้อมเสนอแนวคิดว่าสินค้าที่ไม่ได้มาจากการเผาควรถูกยกระดับให้เป็นสินค้าพรีเมียมที่ตลาดต้องการ เพื่อสร้าง demand ให้กับเกษตรกรที่เลือกเปลี่ยนวิถี

ด้านศรัญม์ศรา สุวรรณวัฒน์ จากมูลนิธิใจกระทิงและกองทุนธรรมาภิบาลไทย เล่าถึงโครงการ “อาสากันไฟ” ที่ทำร่วมกับมูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) ที่อำเภอเวียงแหง ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว แนวคิดหลักของโครงการไม่ใช่การปราบไฟโดยตรง แต่คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นจากฐานราก โดยเชื่อว่าเมื่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น วิถีที่ต้องพึ่งพาการเผาก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเอง

มูลนิธิสนับสนุนชุมชนใน 5 มิติ ทั้งอุปกรณ์ งบประมาณ การเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ การบริหารจัดการ และความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน รวมถึงการสร้างแกนนำเยาวชนในพื้นที่ “คนที่รับไม้ต่อในพื้นที่คือเยาวชน” ศรัญม์ศรากล่าว โดยมองว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการลงทุนอนาคตของป่าและชุมชนไปพร้อมกัน

ขณะที่ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำเสนอโมเดลที่แตกต่างออกไป นั่นคือการทำให้ป่าชุมชนมีมูลค่าทางเศรษฐกิจในตัวเอง ผ่านโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER ที่ดำเนินการร่วมกับ Kbank “เราเห็นป่าชุมชน เห็นชุมชนดูแลป่า แต่ที่ผ่านมาอาจจะขาดงบประมาณในการดูแล” ดร.ธนพงศ์อธิบาย “เราจึงทำคาร์บอนเครดิตกับป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีกองทุนในการดูแลป่าของตนเอง”

ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 300 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 300,000 ไร่ทั่วประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าพื้นที่ไฟในชุมชนต้องไม่เกิน 15% หากเกินจะถูกลดเงินสนับสนุนตามสัดส่วน 

อย่างไรก็ตาม สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ หากมีการเผาที่อยู่ในแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จะไม่ถูกนับรวมใน 15% นี้ ผลที่ผ่านมาพบว่าไฟป่าในพื้นที่เข้าร่วมลดลงต่อเนื่อง บางแห่งเหลือน้อยกว่า 1% ของพื้นที่ทั้งหมด

ปิดท้ายด้วย สุนิตย์ เชรษฐา จาก ChangeFusion ในฐานะหนึ่งในอนุกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( กพร.) ที่นำเสนอโครงการ “Forest Guardian” กลไกกลางที่พยายามเชื่อมภาคเอกชน รัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยใช้เครื่องมือเทคโนโลยีในการวัดผลและรายงานต่อผู้สนับสนุน ทั้งดาวเทียมติดตามพื้นที่ไฟ และอุปกรณ์ฟังเสียงสัตว์ป่าเพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อทำให้ต้นทุนการวัดผลถูกลงและโปร่งใสขึ้น ปีที่ผ่านมาโครงการนี้ระดมทุนสนับสนุนชุมชนได้กว่า 3.7 ล้านบาท

สุนิตย์ยังชี้ว่า สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับกลไกภาคเอกชนคือการสร้างกระแสจากประชาชนทั่วไป “ทำยังไงให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วม ไปเยี่ยมได้ ไปเที่ยวได้ หากกระแสมา เอกชนก็มาตามแน่นอน เราไม่ควรผลักภาระไปที่เอกชนอย่างเดียว” เขาเสนอแนวคิดการขยายให้คนเมืองช่วยคนต้นน้ำ ซึ่งในระดับโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในไทยยังทำกันในระดับเล็กและต้องขยายออกไปให้กว้างขึ้น

เสียงจากเวทีทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกัน นั่นคือการมองป่าและธรรมชาติในฐานะ “สินทรัพย์ของชุมชน” ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ สร้างน้ำ และสร้างอากาศ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรที่รอการจัดสรรจากรัฐ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการที่ภาครัฐต้องปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบราชการ เพื่อเปิดทางให้ความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันเดินหน้าได้จริง ไม่ใช่แค่บนเวทีเสวนา.


แชร์บทความ

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2026 ประชาธรรม — สื่อชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง