เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่จัดกิจกรรม “เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ครั้งที่ 4” ภายใต้หัวข้อ “Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน” ณ ห้องประชุม สวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่มีสาเหตุซับซ้อนและเชื่อมโยงกับความมั่นคงของมนุษย์ในหลายมิติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ
ในเวทีเสวนาหัวข้อ “เชียงใหม่คาร์บอนต่ำ: จากข้อมูลสู่นวัตกรรมเมืองสู้ฝุ่น” ชวนมองปัญหาฝุ่นควันผ่านมิติการลดการปล่อยคาร์บอนของเมือง โดยมีนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองคาร์บอนต่ำ ตั้งแต่ระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่สีเขียว การจัดการขยะ ไปจนถึงการใช้พลังงานสะอาด
แนวคิดและเป้าหมาย “เชียงใหม่เมืองคาร์บอนต่ำ”
รศ.ดร.ปิยพงษ์ บุษบงก์ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายถึงการผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองคาร์บอนต่ำว่า มีจุดเริ่มต้นจากคำสั่งของศาลปกครองที่กำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ด้านอากาศสะอาดและการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างจริงจัง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่จึงร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ สถาบันนโยบายสาธารณะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าวขึ้น
“ตอนนี้เรากำลังขยับจากแผนกรอบใหญ่ระดับจังหวัด ลงไปสู่ระดับตำบล เพื่อให้ท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมและนำไปปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขของศาลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก”
เขาอธิบายว่า การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำเพื่อรับมือปัญหา PM2.5 มุ่งเน้น 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การขนส่ง การจัดการขยะ ภาคอุตสาหกรรม และการใช้พลังงานภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอนสำคัญของเมือง
“คาร์บอนมันมีที่มาจากหลายทาง ทั้งการเดินทางที่ยังใช้รถน้ำมันเป็นหลัก เรื่องขยะที่ปลายทางมักจบลงด้วยการเผา หรือแม้แต่ไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนทั้งนั้น”
ด้วยเหตุนี้ ยุทธศาสตร์จึงมุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล ควบคู่กับการพัฒนาระบบจัดการเมืองที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
ในด้านการปฏิบัติ มีแนวคิดจัดตั้งเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) เพื่อลดควันดำจากภาคขนส่ง โดยปัจจุบันองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลเมืองแม่เหียะ และสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังร่วมกันพัฒนาระบบรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางวัดอุโมงค์เชื่อมต่อสู่ดอยสุเทพ
“นอกจากจะช่วยเรื่องการเดินทางของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวแล้ว เรายังมีแผนจะนำขยะจากโรงแรมและตลาดสดในเมืองมาจัดการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวมวล และนำกลับมาใช้กับระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้ด้วย”
เขากล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นพลังงานและนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในเมือง
รศ.ดร.ปิยพงษ์ ระบุว่า แผนการดำเนินงานถูกวางกรอบไว้ 5 ปี และปี 2569 จะเป็นปีแรกของการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านพื้นที่นำร่องหรือ Sandbox ในหลายพื้นที่ของจังหวัด “เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมของพวกเราทุกคน อยากให้ทุกคนช่วยกันติดตามและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน เพื่อทำให้เชียงใหม่ของเรากลายเป็นเมืองคาร์บอนต่ำและมีอากาศที่สะอาดขึ้นอย่างยั่งยืน”
คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า: วิกฤตที่เชื่อมโยงกันมากกว่าฝุ่นควัน
ดวงนภา ลาภใหญ่ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนมองปัญหาฝุ่นควันให้กว้างกว่าที่สังคมคุ้นชิน โดยชี้ว่าในช่วงฤดูแล้งของเชียงใหม่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ไม่ได้เกิดเพียงหมอกควันและ PM2.5 เท่านั้น แต่ยังมีคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และล้วนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
“ปกติเราจะโฟกัสกันแค่เรื่องหมอกควันและฝุ่น แต่ความจริงมันมีทั้งคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันด้วย” ผลการศึกษาพบว่า ฝุ่นควันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหา แต่เป็นผลลัพธ์ปลายทางของกระบวนการที่เริ่มจากคลื่นความร้อน ซึ่งทำให้พื้นที่แห้งแล้งมากขึ้น เมื่อพืชพรรณและดินสูญเสียความชื้น ไฟก็ลุกลามได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่หมอกควันและฝุ่นจำนวนมาก
“ฝุ่นมันคือปลายทาง ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟที่รุนแรงหรือฝุ่นจำนวนมาก จริง ๆ มันมีคลื่นความร้อนเกิดขึ้นนำมาก่อน”
ดวงนภายังตั้งข้อสังเกตว่า สังคมมักมองคนที่อาศัยอยู่กับป่าเป็นต้นเหตุของปัญหาไฟป่า ขณะที่บทบาทของเมืองกลับถูกพูดถึงน้อยกว่า ทั้งที่กิจกรรมในเมืองมีส่วนสร้างความร้อนสะสมและการปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี พบว่า คลื่นความร้อนในเขตเมืองมีแนวโน้มยาวนานขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 1-2 สัปดาห์ในช่วงปี 2001-2010 เพิ่มเป็น 2-3 สัปดาห์ในช่วง 10 ปีหลัง ความร้อนสะสมเหล่านี้ยังส่งผลต่อพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองกับป่า ทำให้เสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่ามากขึ้น
เธอมองว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องจัดการตั้งแต่ต้นทาง โดยให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือนอย่างคลื่นความร้อนและภัยแล้ง ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่อเกิดหมอกควันแล้ว
“ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าคลื่นความร้อนกับภัยแล้งมันจะเกิดก่อนไฟ แล้วเราเริ่มจัดการตั้งแต่สัญญาณเตือนตรงนี้ มันจะเกิดประโยชน์มากค่ะ” พร้อมกันนั้น การลดความร้อนจากกิจกรรมในเมืองยังช่วยได้มากกว่าการบรรเทาผลกระทบต่อคนเมือง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่รอบนอกไปพร้อมกันด้วย
“การที่คนในเมืองช่วยกันลดการสร้างความร้อน มันได้ประโยชน์หลายต่อ ทั้งช่วยลดความร้อนในเมืองเอง และช่วยลดโอกาสการเกิดไฟป่าในพื้นที่รอบนอกไปพร้อม ๆ กันด้วยค่ะ”
เชื่อมเมืองด้วยขนส่งสาธารณะ ลดรถ ลดคาร์บอน
สมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า แม้ปัญหาฝุ่นควันในช่วงวิกฤตของเชียงใหม่จะมีสาเหตุหลักจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง แต่ภาคการขนส่งยังเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญที่สามารถลดได้โดยตรง อบจ.เชียงใหม่จึงเดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า (EV Bus) โดยได้รับอนุญาตให้เดินรถ 2 เส้นทาง ได้แก่ สายอาเขต–คูบาศรีวิชัย และสายอาเขต–โรงพยาบาลนครพิงค์ พร้อมจัดสรรงบประมาณ 350 ล้านบาท จัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า 34 คัน ซึ่งเป็นรถชานต่ำ (Low Floor) รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม มีระบบ GPS ติดตามรถแบบเรียลไทม์ กล้องวงจรปิด และรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ ขณะที่ค่าโดยสารถูกกำหนดไว้ที่ 20 บาทตลอดวัน เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
“การเดินรถสาธารณะถ้าเก็บ 20 บาท ขาดทุนแน่นอน แต่ขาดทุนของภาครัฐ คือกำไรของประชาชน”
นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถรับส่งนักเรียนด้วยรถ EV เพื่อลดปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยในระยะยาว อบจ.วางแผนพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะหลัก 6 เส้นทาง เชื่อมต่อกับรถโดยสาร EV ขนาดเล็กหรือรถสี่ล้อแดงไฟฟ้าที่จะทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารจากชุมชนเข้าสู่ระบบหลัก รวมถึงพัฒนาจุดจอดรถแบบ Park & Ride และป้ายรถโดยสารอัจฉริยะทั่วเมือง
สมชาติระบุว่า การลงทุนด้านขนส่งสาธารณะไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาการจราจรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมือง โดยมีแผนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ (Solar Floating) เพื่อใช้ชาร์จรถ EV และลดต้นทุนพลังงานในอนาคต
อีกตัวอย่างของการเชื่อมโยงระบบขนส่งเข้ากับการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ คือโครงการ “Low Carbon Craft Tourism” ที่นำรถรางไฟฟ้า (EV Tram) มาใช้เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนสร้างสรรค์ในตัวเมืองเชียงใหม่
เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ จาก Chiang Mai City Craft Space กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากแนวคิดการนำทุนทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่มาผสานกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมายการสร้างเมืองน่าอยู่และเมืองคาร์บอนต่ำ
“เราไม่ได้อยากสื่อสารเฉพาะเรื่องงานคราฟต์เท่านั้น แต่ยังอยากสื่อสารเรื่องอากาศสะอาด เมืองคาร์บอนต่ำ และความยั่งยืนของเมืองไปพร้อมกัน”
ปัจจุบันมีการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวด้วยรถรางไฟฟ้า 2 เส้นทางหลัก เชื่อมโยงชุมชนสร้างสรรค์และพื้นที่มรดกวัฒนธรรมกว่า 18 ชุมชนในเขตเมือง โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิต งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านรูปแบบการเดินทางที่ลดการปล่อยคาร์บอน
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายผู้คน แต่ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเป้าหมายการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ย่านช้างเผือกกับ Green Map: เมื่อประวัติศาสตร์ ชุมชน และพื้นที่สีเขียวกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองคาร์บอนต่ำ
นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งกลไกสำคัญของการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของเมือง
วชิรา วชิรนคร รองประธานชุมชนกู่เต้า เล่าถึงการทำงานร่วมกับมูลนิธิเขียวสวยหอมในการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลต้นไม้สำคัญภายในชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวในระยะยาว
“ปัญหาสำคัญที่เราให้ความสนใจคือเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างพื้นที่พักผ่อนให้กับคนในชุมชน”
การดำเนินงานเริ่มจากการสำรวจจำนวนต้นไม้ ตรวจสุขภาพต้นไม้ และจัดทำทะเบียนต้นไม้สำคัญของชุมชน โดยเฉพาะต้นไม้เก่าแก่ที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และระบบนิเวศ เช่น ต้นประดู่อายุกว่าร้อยปีภายในวัดป่าเป้า ซึ่งได้รับการดูแลฟื้นฟูร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้
นอกจากการเก็บข้อมูลด้านกายภาพ ทั้งขนาด ความสูง และสภาพของต้นไม้แล้ว ชุมชนยังร่วมกับพระสงฆ์และผู้รู้ในท้องถิ่นค้นคว้าประวัติ ความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมของต้นไม้แต่ละต้น เพื่อรวบรวมเป็นองค์ความรู้ของพื้นที่
“เราเห็นความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ จึงมีแนวคิดพัฒนาระบบแผนที่ต้นไม้ร่วมกับมูลนิธิเขียวสวยหอม เพื่อให้คนในชุมชนและประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และใช้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรสีเขียวของชุมชนในระยะยาว”
แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่การจัดทำ “Green Map” หรือแผนที่สีเขียวของย่านช้างเผือก ซึ่งไม่ได้บันทึกเพียงตำแหน่งของต้นไม้สำคัญเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่เข้าด้วยกัน
วาทินี คุ้มแสง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า ย่านช้างเผือกเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์สำคัญของเชียงใหม่ หรือที่เรียกว่า “ย่านหัวเวียง” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตำนานพญาช้างเผือกและเป็นพื้นที่สำคัญทางตอนเหนือของเมืองมาตั้งแต่อดีต
“ความน่าสนใจของพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนา เราจึงพยายามเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกัน”
จากแนวคิดดังกล่าว ทีมงานได้ร่วมกันพัฒนาแผนที่ความรู้ของย่านช้างเผือก โดยรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ ศาสนา และต้นไม้สำคัญในพื้นที่ ซึ่งยังคงมีต้นไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปีหลงเหลืออยู่ เช่น ต้นฉำฉาบริเวณแยกช้างเผือกและต้นสักขนาดใหญ่ในชุมชน
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาต่อยอดเป็นเส้นทางเรียนรู้เมือง ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับประวัติศาสตร์ ศาสนา และสิ่งแวดล้อม ผ่านการเดินทางในย่านชุมชนและศาสนสถานสำคัญของ 3 ศาสนา ได้แก่ วัดป่าเป้า โบสถ์พราหมณ์ และมัสยิดในพื้นที่
วาทินี มองว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากวิถีชีวิตของผู้คน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่สั่งสมอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
“เมื่อมองภาพรวมแล้ว เราเห็นว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ศาสนา ประวัติศาสตร์ และชุมชน สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างน่าสนใจ”
กรณีของย่านช้างเผือกจึงสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยคาร์บอนหรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความรู้ ความตระหนัก และความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของพื้นที่ ผ่านการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นวัตกรรมจัดการพื้นที่สีเขียวริมน้ำแม่คาว: รักษา “เส้นเลือดสีเขียว” ของเมืองเชียงใหม่
สำหรับการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ นอกจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับชุมชนแล้ว การรักษาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศหลักของเมืองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำที่ช่วยดูดซับคาร์บอน ลดอุณหภูมิ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน
โอบเอื้อ กันธิยะ จากวิ่งเล่นสตูดิโอ กล่าวว่า “ลำน้ำแม่คาว” คือหนึ่งในโครงสร้างธรรมชาติสำคัญของเชียงใหม่ เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝั่งตะวันออกของเมือง มีความยาวกว่า 40 กิโลเมตร ไหลผ่าน 5 อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 13 แห่ง เดิมพื้นที่ริมน้ำสายนี้เป็นแนวพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชานเมือง ทำหน้าที่ทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต พื้นที่รับน้ำ และช่วยลดความร้อนของเมือง
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่สีเขียวริมลำน้ำค่อย ๆ ลดลงจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
“แม่คาวเป็นเหมือนเกราะรักษาความเย็นของเมือง แต่วันนี้บ้านจัดสรรและการขยายตัวของเมืองกำลังรุกเข้าไปใกล้ลำน้ำมากขึ้น พื้นที่สีเขียวจึงลดลงเรื่อย ๆ”
ปัจจุบันลำน้ำแม่คาวยังต้องเผชิญปัญหาคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมจากการเติบโตของเมือง จนเสี่ยงสูญเสียบทบาทการเป็นพื้นที่นิเวศสำคัญของเชียงใหม่
“เราไม่อยากให้แม่น้ำที่เป็นเครื่องปรับอากาศของเมือง กลายเป็นเพียงท่อระบายน้ำ”
เพื่อให้ผู้คนกลับมาเห็นคุณค่าของลำน้ำแม่คาว โครงการได้พัฒนากิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ลำน้ำ สำรวจระบบนิเวศ ออกแบบพื้นที่สาธารณะริมฝั่งน้ำ และกิจกรรมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยโอบเอื้อมองว่า ความท้าทายสำคัญคือการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดแนวลำน้ำ เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้หยุดอยู่ที่เขตการปกครองใดเขตการปกครองหนึ่ง
“ธรรมชาติไม่มีเขตแดน มลพิษจากต้นน้ำสามารถไหลลงสู่ปลายน้ำได้เสมอ ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแลทั้งระบบ ปัญหาก็จะไม่สามารถแก้ไขได้”
ด้วยเหตุนี้ การฟื้นฟูลำน้ำแม่คาวจึงไม่ใช่เพียงการรักษาภูมิทัศน์ของเมือง แต่คือการปกป้องพื้นที่สีเขียวที่ช่วยดูดซับคาร์บอน ลดความร้อน และเพิ่มศักยภาพในการรับมือปัญหาฝุ่นควันในระยะยาว
“หากปล่อยให้พื้นที่สีเขียวเหล่านี้หายไป เมืองจะร้อนขึ้น การปล่อยคาร์บอนจะเพิ่มขึ้น และการแก้ปัญหา PM2.5 ก็จะยิ่งยากขึ้น”
ในมุมมองของเขา ลำน้ำแม่คาวจึงเป็นเสมือน “เครื่องดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ” ที่สำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งควรได้รับการฟื้นฟูและดูแลร่วมกันในระยะยาว
นวัตกรรมจัดการขยะและพลังงานสะอาดจากเศษอาหาร
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองคาร์บอนต่ำ คือการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการมองขยะในฐานะทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
อรรถพล อินทวิวัฒน์ ครูที่ปรึกษาสภานักเรียน โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เล่าถึงโครงการจัดการขยะภายในโรงเรียนที่ริเริ่มโดยคณะกรรมการสภานักเรียน ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสื่อสารภูมิปัญญาล้านนา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสุขภาวะจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน (CMSF)
จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากการที่นักเรียนตระหนักว่า แม้โรงเรียนจะมีบรรยากาศร่มรื่นและสะอาด แต่การมีนักเรียนมากกว่า 3,000 คนย่อมก่อให้เกิดขยะจำนวนมากในแต่ละวัน จึงเกิดความพยายามที่จะสร้างระบบจัดการขยะที่ขับเคลื่อนโดยนักเรียนเอง
ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนของการดำเนินงาน นักเรียนได้พัฒนากิจกรรมโดยอาศัยหลัก 3 ขั้นตอน ได้แก่ การเรียนรู้คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น การลดปริมาณขยะ และการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับวัสดุเหลือใช้
ในส่วนของการลดขยะ นักเรียนร่วมกันรณรงค์ให้ลดเศษอาหาร ส่งเสริมการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่า และสร้างความรู้เรื่องการคัดแยกขยะภายในโรงเรียน โดยใช้กลไกของสภานักเรียนในการสื่อสารและสร้างแรงจูงใจให้เพื่อนนักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรม
“เราไม่ได้อยากให้เด็กแค่รู้เรื่องขยะเท่านั้น แต่ต้องการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวัน เราอยากให้เด็กมองว่าขยะไม่ใช่สิ่งไร้ค่า แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างมูลค่าและประโยชน์กลับคืนมาได้”
อรรถพลมองว่า โรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนการสอน แต่เป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต
ขณะที่การจัดการขยะในระดับโรงเรียนช่วยลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง การจัดการขยะอินทรีย์ในระดับเมืองก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างพลังงานสะอาดจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย
ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอแนวคิดการรวบรวมเศษอาหารจากชุมชนหรือทั้งเมืองเข้าสู่ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นพลังงานทดแทน
“ผมอยากเห็นทุกเทศบาลมีโรงงานลักษณะแบบนี้ โรงงานที่รวบรวมเศษอาหารจากทั้งเมืองหรือทั้งตำบล แล้วนำเข้าสู่ระบบหมักก๊าซชีวภาพ”
เขาอธิบายว่า ระบบดังกล่าวสามารถรองรับเศษอาหารได้ประมาณวันละ 20 ตัน และนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานรูปแบบอื่นได้ ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากระบบกำจัดขยะแบบเดิม
“ถ้าทุกเทศบาลสามารถแยกและจัดการเศษอาหารได้อย่างจริงจัง จะลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดได้เป็นหลักล้านตันต่อปี”
ผศ.ดร.พฤกษ์ ชี้ว่า แนวคิดการจัดการขยะในปัจจุบันจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการนำขยะไปกำจัดปลายทาง มาเป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการแยกประเภทขยะและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้มากที่สุด
“ความจริงแล้วต้นทางของปัญหาอยู่ที่พวกเราทุกคน เราจึงต้องกลับมาคิดว่า แต่ละคนสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง”
เขามองว่า การจัดการขยะอย่างยั่งยืนไม่ใช่ภารกิจที่สำเร็จได้ในระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครัวเรือน โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากร และลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นต่อไปจะต้องเผชิญในอนาคต.