Flexitarian Brief ลดเนื้อสัตว์ ลดฝุ่น PM2.5 เปลี่ยนง่าย ๆ เริ่มต้นที่ตัวเรา
กองบรรณาธิการประชาธรรม
26 กุมภาพันธ์ 2569
อ่าน 2 นาที

ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์กลุ่มกินเปลี่ยนโลกจัดงาน “The Flexitarian Market” ที่กินสคูล อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยในงานดังกล่าวนอกจากจะมีตลาดออร์แกนนิคที่เน้นพืชผัก อาหารทางเลือกที่เน้นการเชิญชวน และเปิดโลกให้คนเชียงใหม่ปรับพฤติกรรมการลดเนื้อสัตว์ ลดโลกร้อน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้คอนเซปท์ “กินแบบเรา เบาที่โลก”
ในงานมีเวทีเสวนา “Flexitarian Brief เหตุผลที่ต้องลดเนื้อสัตว์อุตสาหกรรม” ที่พูดถึงที่มาที่ไป เหตุผลที่ทำไมเราต้องลดเนื้อสัตว์ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้บริโภคอย่างเราๆ จะกลายเป็นเสียงโหวตที่มีความสำคัญและสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านห้องครัวของเราอย่างไร โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาอากาศ กูรูด้านสุขภาพยั่งยืน สื่อมวลชนผู้ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงตัวแทนชุมชนเกษตรกร อัปเดตสถานการณ์ด้านสุขภาพของผู้บริโภค โลกและชุมชน และแนวทางที่ทุกคนสามารถร่วมปฏิบัติการเพื่อชะลอวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลกครั้งใหญ่ให้เบาลง
อาหารของเรา ก่อฝุ่นมลพิษได้อย่างไร

รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ นักรณรงค์ด้านอาหารและป่าไม้ ซึ่งเดิมเคยทำงานที่กรีนพีซได้ให้ข้อมูลการเกี่ยวโยงเรื่องอาหารกับฝุ่นมลพิษว่า มาจากการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่ออุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ โดยข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุตัวเลขส่งออกไก่ปี 2567 สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท และในปี 2568 ก็สูงเพิ่มขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์
ข้อมูลจากกรีนพีซระบุถึงการขยายตัวดังกล่าวทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งในไทย และในภูมิภาคอย่างมาก ข้อมูลการวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่าในปี 2567 พบจุดความร้อนในแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากถึงร้อยละ 35 ของจุดความร้อนทั้งหมด ขณะเดียวกัน ผืนป่าในอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขงหายไป 11.8 ล้านไร่ จากการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วง 10 ปี (ปี 2558-2567) โดยในปี 2567 พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขง รวมทั้งหมด 15,328,533.50 ไร่ (ภาคเหนือตอนบนของไทย2.9 ล้านไร่ รัฐฉานของเมียนมา 6.6 ล้านไร่ และตอนบนของสปป.ลาว 5.8 ล้านไร่)
ข้อค้นพบนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศทั้งในประเทศและข้าม
พรมแดนจากต้นตอ และยํ้าถึงคำถามสำคัญต่ออุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นมีความโปรง่ใสและรอบด้านมากน้อยเพียงใด
“อยากให้ผู้บริโภคฉุกคิดเรื่องฝุ่นพิษข้ามพรมแดน ฝุ่นมาทีไรคนมักจะคิดว่าคนบนดอยเผาป่า แต่จริง ๆ แล้ว รัฐมีกฎหมายที่บังคับใช้กับคนเล็ก ๆ มากขึ้น ช่วงมค.-พค. เช่น มาตรการ Zero Burning รวมถึงการจับและดำเนินคดีกับคนเล็กคนน้อย แต่กลับมีนโยบายที่ส่งเสริมและเอื้อต่ออุตสาหกรรม” รัตนศิริกล่าวถึงการแก้ไขปัญหานี้ที่ยังไม่ถูกจุด
นอกจากนี้เรายังมีต้นทุนทางสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การหายไปของพื้นที่ป่าไปเป็นข้าวโพดไม่ได้เกิดจากเกษตรกร แต่มาจากนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมายาวนานนับตั้งแต่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ ปี 2504 เปลี่ยนเกษตรจากครัวเรือนไปสู่การเกษตรแบบอุตสาหกรรม เติบโตเป็นนโยบายต่าง ๆ จนมาสู่ยุคของการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห้วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาที่มาพร้อมกับปัญหาหมอกควัน
การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากจะไม่เป็นธรรมกับคนและเกษตรกรแล้วยังไม่เป็นธรรมต่อสัตว์ และสภาพภูมิอากาศด้วย ทั้งการก่อก๊าซเรือนกระจก ทำลายป่า การใช้ยาปฏิชีวนะและการปรับปรุงพันธุ์ให้ไก่มีลักษณะโตดี ไข่ดก อกกว้าง ซึ่งทำให้ไก่ไม่สามารถยืนหรือใช้ปีก ฉะนั้นการที่เราเลือกอาหารโดยรู้ที่มาของอาหาร ที่มาของผู้ผลิต ก็จะทำให้โลกดีขึ้น และสามารถบอกบริษัท และนโยบายรัฐเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
“ให้การกินของเราเปลี่ยนเป็นเสียงโหวต นำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายได้ด้วย” รัตนศิริกล่าวทิ้งท้าย
อาหารที่หายไปของกลุ่มชาติพันธุ์

สุพจน์ หลี่จา นายกสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มชาติพันธุ์ การขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงอาหารในกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่าสิ่งที่พยายามทำหลายสิ[ที่ผ่านมา เพราะชนเผ่าได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้การพึ่งตนเองของชนเผ่าลดน้อยลง บั่นทอนศักยภาพในการผลิตอาหาร รวมถึงภูมิปัญญาในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ แต่เดิมเรามีวิถีการเกษตรที่ใช้ชีวิตอย่างประณีต ไม่แต่เฉพาะลีซูอย่างเดียว แต่นโยบายในสังคมโลก บั่นทอนความสามารถในการผลิต เช่น การส่งเสริมให้ได้ผลผลิตเยอะ ๆ ด้วยการใช้สารเคมี
“วิถีเกษตรในระบบทุน เราไม่ได้ยอมรับ แต่เราถูกรุกคืบจนไม่มีที่ยืน ทำให้ความหลากหลายทางอาหารน้อยลงไป และการที่เราเผชิญกับภาวะโลกร้อนก็ทำให้ความหลากหลายทางอาหารน้อยลง”
สุพจน์กล่าวต่อว่าปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ก็เผชิญกับโรค NCD (เบาหวาน ไขมัน ความดัน) เช่นกัน อาหารเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอาหารทั่วไปเน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ถูกกว่า ปรุงง่ายกว่า ทำให้พี่น้องชนเผ่าลดการบริโภคอาหารจากธรรมชาติ สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างชุดความรู้เรื่องการกินถั่ว ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่รักษาความสมดุลกับธรรมชาติ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร เราต้องสร้างชุดความรู้เรื่องอาหารที่มาจากธรรมชาติตั้งแต่ในโรงเรียนร เปลี่ยนอาหารที่เด็กกิน รวมไปถึงระบบการผลิตของพี่น้องชนเผ่า ภูมิปัญญาของเราช่วยลดภาวะโลกร้อน และฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย
เปลี่ยนอาหารด้วยนโยบาย

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่กล่าวว่าเรื่องกินเป็นเรื่องง่าย แต่ที่เรากินปัจจุบันไปโยงกับเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การที่รัฐบาลส่งเสริมนโยบายทุนใหญ่ ส่งเสริมการปลูกข้าวโพด ส่งเสริมการเลี้ยงเนื้อสัตว์ที่มาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นปัญหาอย่างมากที่ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อปัญหาหมอกควัน การจะลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดจะต้องทำให้ชาวบ้านมีสิทธิในที่ดินก่อนด้วย ปัจจุบันเชียงใหม่มีหมู่บ้านอยู่ 1000 กว่าหมู่บ้านที่ติดเขตป่า หมู่บ้านบางส่วนมีการประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกิน การที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้ เช่น การไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นได้ นำไปส่การปลูกพืชล้มลุก เช่นข้าวโพด เป็นต้น ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหานี้จึงมีความซับซ้อน และต้องเปลี่ยนที่นโยบายของรัฐด้วย
ดังนั้นข้อเสนอของสภาลมหายใจมีข้อเสนอคือจะต้องแก้ไขเรื่องความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกร มีสิทธิในการดูแลป่า เพราะในป่ามีอาหารเยอะมาก ชาวบ้านเรียกซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่นหน่อไม้ แมงมัน เป็นอาหารที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล สายหมอพื้นบ้านบอกว่าอาหารเหล่านี้จะดูแลสุขภาพของมนุษย์ และเราเสนอว่าต้องมีนโยบายลดพืชเชิงเดี่ยวให้ได้ แต่เราจะบอกเลิกการปลูกข้าวโพดมันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีมาตรการจูงใจและมีการรองรับการปรับตัวของภาคเกษตรด้วย
“และเรื่องที่สำคัญมาก จะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ทั้งระบบทั้งเรื่องไฟป่า และพื้นที่เกษตร ฝุ่นควันข้ามแดนได้คือการผลักดัน พรบ.อากาศสะอาดให้เกิดขึ้น โดยรัฐ ที่จะต้องหยิบยกภายใน 60 วันหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่” ชัชวาลย์กล่าว
ในส่วนของผู้บริโภคมีความเห็นว่าเราจะทำให้ผ็บริโภคเห็นว่าจะมีชีวิตที่ดี กินดี และตายดีอย่างไร เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคถูกทำให้ไม่มีทางเลือกในการกิน กินในสิ่งที่เขากำหนด มีการแยกคนผลิตกับคนบริโภคออกจากกัน เราซื้ออาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ต จึงต้องมีความรู้ใหม่ เมนูให้เลือกใหม่ ๆ นอกจากนี้สังคมไทยยังไม่รู้ว่าการมีปศุสัตว์เยอะ ๆ จะมีผลอย่างไรต่อโลก ฉะนั้นการสื่อสารเรื่องนี้จึงสำคัญ
เปลี่ยนอาหารง่าย ๆ เริ่มต้นที่ตัวเรา

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา กินเปลี่ยนโลก Food For Change กล่าวว่าตนเองทำงานกินเปลี่ยนโลกตั้งมาปี 2552 ทีมกินเปลี่ยนโลกเน้นการทำงานกับกลุ่มผู้บริโภค ทำเรื่องอาหาร กระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน รู้ที่มาที่ไปของอาหาร สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยและอาหารที่สร้างความเป็นธรรม และปลอดภัย เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เปลี่ยนได้คือการเปลี่ยนการกิน เราเพิ่มข้อมูลการกิน การกินตามฤดูกาล กินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงอย่างยั่งยืน เราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การกินของเราทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงได้อย่างไร มาถึงเรื่องการส่งเสริมให้คนเปลี่ยนมากินโปรตีนจากพืช เพราะโปรตีนจากพืชใช้ดิน และน้ำลดลง ทำให้ลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตโปรตีน สภาพแวดล้อมก็ดีขึ้น
“สิ่งที่ใช้เป็นฐานในการคิดคือใน 1 จาน คือครึ่งหนึ่งต้องเป็นผัก ครึ่งหนึ่งเป็นโปรตีน และในครึ่งหนึ่งของโปรตีนมาจากพืชก็จะทำให้ลดโลกร้อนได้” กิ่งกรกล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนในเมืองการจะเข้าถึงอาหารที่มีพืชผักนั้นไม่ง่าย กลับกลายเป็นว่าเนื้อสัตว์กลับหาได้ง่ายกว่า จึงเป็นที่มาที่กินเปลี่ยนโลกสนใจทำงานกับกลุ่มเชฟ Food Court ในการเพิ่มเมนูอาหารที่มีผัก และเพิ่มสัดส่วนการขายผักให้มากขึ้น และในความเป็นจริงผู้บริโภคเองก็ยังสามารถที่จะเปลี่ยนการกินได้ด้วยการไปซื้อของในตลาด และทำกินเองเพียงอาทิตย์ละ 2-3 วัน เพราะในตลาดยังพอมีพืชผักพื้นบ้านขายอยู่ เช่น ในภาคเหนือมีผักสะแลที่มีโปรตีนเยอะ และเรายังทำงานกับนักกำหนดอาหาร ให้มาดูอาหารพื้นบ้านมีความครบในเรื่องสารอาหารมากน้อยเพียงไร
“เราเชื่อว่ากินต้องอร่อยและสนุก สมดุล มีโภชนาการที่ดี คลีนต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ปนเปื้อน สิ่งที่เราทำคือทำให้การเปลี่ยนนั้นง่ายนิดเดียว การเปลี่ยนคือการคิดค้น และพัฒนา ให้สนุก”
เปลี่ยนอาหารเริ่มต้นที่ครัว
จักรชัย โฉมทองดี จาก Tilt Collective กล่าวว่าตนเองได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าประเทศไทยกินอาหารที่ไม่สมดุล เป็นสังคมที่เนื้อเป็นใหญ่ในช่วงไม่เกิน 30 ปีที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ที่ผ่านมาอาหารไทยยังมีความสมดุลคือเป็นการกินพืชกับเนื้อแบบสมดุล เรากินเนื้อสัตว์เกินกว่าความต้องการถึง 3 เท่า เช่น ทุกวันนี้สิ่งที่เราเห็นในเมนูอาหารเช่นข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวหมูแดง
ไอเดียของ Flexitarian นั้นเราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนแบกโลก และไม่จำเป็นต้องเลิกกินเนื้อสัตว์ เพียงแต่กินให้น้อยลง สิ่งที่อยากเสนอคือการพิจารณาเรื่องสัดส่วนของอาหารเท่านั้นเอง อย่างที่เราเห็นคือการขยายตัวของระบบปศุสัตว์ทำให้โลกร้อนขึ้นจากการปลูกข้าวโพด ดังนั้นการกินถั่วกับเนื้อวัวก็มีความแตกต่างเรื่องการใช้ที่ดินเป็น 100 เท่า ถ้าเราเปลี่ยนการกิน ระบบการผลิตของเราสอดคล้องก็ลดพื้นที่การผลิตที่ใช้เป็นจำนวนมากได้
ปัจจุบันกระแส longevity (การดูแสสุขภาพให้มีชีวิตที่ยืนยาวแบบมีคุณภาพ) เป็นกระแสที่เป็นเทรนด์อย่างมาก และคนต้องมี Health Span (การมีสุขภาพที่ดีปราศจากโรคเรื้อรัง) ด้วย นี่สำคัญกับคนมีรายได้น้อยยิ่งกว่าคนรวย เพราะคนรายได้น้อยแล้วป่วย ผลกระทบจะสูงมาก กระแสนี้เกี่ยวข้องกับการกินอย่างมาก และการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลงเป็นทางเลือกหนึ่ง ตอนนี้คนไทยไม่ทำอะไร และยังบริโภคแบบเดิม แม้ว่าอายุยืนแต่การมีชีวิตอยู่แบบไม่มีคุณภาพ และเจ็บป่วยจะมีมากขึ้น
สำหรับทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การเอาทุกอย่างไปกองบนบ่าของผู้บริโภค แต่ต้องเปลี่ยนที่ครัว อยากเห็นการทำให้เข้าถึงได้ ทำให้เป็นความสุข ไม่ใช่มื้อนี้จะกินแล้วจะกู้โลก ปาร์ตี้ได้ ต้องทำให้เป็น normal ของสังคมไทยได้จะมีพลัง คำตอบให้มาอยู่ในครัว จึงอยากทำงานกับร้านอาหาร ภาคธุรกิจ ก็จะเป็นจริงมากขึ้น.
แชร์บทความ