
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่จัดกิจกรรมเทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน” ในเวทีเสวนาหัวข้อ “ป่าบ้านเรา ให้เราดูแล นวัตกรรมชุมชนจัดการไฟ” ณ ห้องประชุม สวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่ มีตัวแทนชุมชนจากหลายพื้นที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรมการจัดการไฟของชุมชน
ผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ กอบกูล ตั้งใจสู้ บ้านแม่คองซ้าย อำเภอเชียงดาว กาญจนา ปัญญาพรหม นักพัฒนาอิสระ นารีรัตน์ ทองก้อนสิงห์ หัวหน้าสำนักปลัด เทศบาลตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม สาวิตรี พูลสุขโข มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ อรุณ ซ้อนฝั้น กำนันตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง ปฐมพงศ์ เจริญมูล ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่นาป้าก ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง และ อนงค์ วงค์ษา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่ฮะ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง โดยมี ชาลิณีย์ ธรรมโม จากสถานีวิทยุ FM100 เป็นผู้ดำเนินรายการ
นวัตกรรมโดรนและเยาวชนคนรุ่นใหม่

กอบกูล ตั้งใจสู้ ตัวแทนบ้านแม่คองซ้าย อำเภอเชียงดาว และกาญจนา ปัญญาพรหม นักพัฒนาอิสระในฐานะองค์กรพี่เลี้ยงชุมชน ได้เสนอนวัตกรรมการจัดการไฟผ่านการใช้ ‘โดรน’ จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่
กอบกูลอธิบายถึงภูมิศาสตร์ของบ้านแม่คองซ้ายที่มีป่าหลายประเภทอยู่ร่วมกัน กล่าวคือ ยอดดอยเป็นป่าสน ไหล่เขาเป็นป่าเต็งรัง ถัดลงไปจะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และป่าไผ่ โดยขอบเขตการจัดการไฟของบ้านแม่คองซ้ายจะอยู่ที่ 10,808 ไร่ โดยมีประชากร 26 ครัวเรือนเป็นผู้ดูแลในรัศมี 30 กิโลเมตร ผ่านการทำแนวกันไฟตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปี 2567 พร้อมลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอ
ในเวลาต่อมา ปี 2567 ได้มีการนำเทคโนโลยี ‘โดรน’ เข้ามาช่วยเหลือการจัดการไฟมากขึ้น ช่วงแรกมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสอนวิธีการใช้ และมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมการอนุรักษ์ทรัพยากรมาเป็นอาสาสมัครในการบังคับโดรนเพื่อถ่ายรูปป่าไม้ ทั้งนี้ เธอกล่าวว่า โดรนตัวใหม่อาจต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อจำกัดในรัศมีการบินเพียง 500 เมตรและถ่ายภาพได้เพียงเท่านั้น
ด้าน กาญจนา ปัญญาพรหม นักพัฒนาอิสระในฐานะองค์กรพี่เลี้ยงการพัฒนานวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีของชุมชนบ้านแม่คองซ้ายและบ้านแม่ป่าเส้า เปิดเผยว่า ทางชุมชนได้มีการพูดคุยถึงการยกระดับศักยภาพเทคโนโลยี รวมถึงสภาลมหายใจเชียงใหม่ได้สนับสนุนโครงการพัฒนาเทคโนโลยีชุมชนด้วยเช่นกัน และมีการร่วมหารือกับหน่วยงานรัฐในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เนื่องจากบริเวณชุมชนเป็นเขตที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยตรง
พร้อมกล่าวถึงการเปิดเวทีระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และพัฒนาเครื่องมือและทำแผนร่วมกับหน่วยงาน โดยมีข้อเสนอร่วมกัน กล่าวคือการทำงานในพื้นที่เน้นการวิเคราะห์ร่วมกันผ่านการสำรวจแนวกันไฟ ประเมินความเสี่ยงเพื่อจัดทำแผนเชิงรุก รวมถึงนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้ลาดตระเวนและเฝ้าระวัง ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่ดูแลแนวกันไฟอย่างสม่ำเสมอของอาสาสมัครและหน่วยงานในพื้นที่ ส่งผลให้ในปีนี้ไม่พบจุดความร้อน ในพื้นที่เลยแม้แต่จุดเดียว
ยังมีการเปิดรับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ คนในพื้นที่ให้เข้ามามีบทบาทนำในการจัดการไฟป่า สะท้อนความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและชุมชน โดยมีการบูรณาการแผนงานร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและสถานีควบคุมไฟป่าเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน ขณะเดียวกันในภาคการเกษตร กาญจนาระบุว่า ชุมชนสามารถควบคุมการใช้ไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหารจัดการแปลงเกษตรและลงทะเบียนบริหารจัดการเชื้อเพลิงในระบบ FireD อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม กอบกูลและกาญจนามีความเห็นร่วมกันถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับศักยภาพของชุมชน รวมถึงมีข้อเสนอให้ตรวจสอบบริบทพื้นที่ของชุมชน และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนก่อนนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมการประเมินเชื้อเพลิงสะสม และการใช้ FireD
ขณะที่ นารีรัตน์ ทองก้อนสิงห์ หัวหน้าสำนักปลัด เทศบาลตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม ชี้ว่าในพื้นที่การดูแลส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์บางส่วน เป็นที่ราบลุ่มน้ำ อาศัยแม่น้ำแจ่มในการเกษตรต่างๆ ประกอบด้วยประชากร 5,113 คน ซึ่งประกอบอาชีพด้วยการทำไร่ ปลูกข้าวโพด ปลูกหอมแดง กะหล่ำ และการปศุสัตว์
พื้นที่ตำบลท่าผาอยู่ในการดูแลที่ได้รับการถ่ายโอนจากกรมป่าไม้จำนวน 37,151 ไร่ และร่วมดูแลพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติฯ อีก 10,000 กว่าไร่ ดังนั้น รูปแบบการจัดการไฟของตำบล จึงจะมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ในการดับไฟ และรณรงค์ประชาสัมพันธ์งดการเผา พร้อมเฝ้าระวังอยู่เสมอ รวมถึงมีการทำแนวกันไฟ และได้รับการสนับสนุนโดรน เพื่อใช้ในการบินลาดตระเวน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเครื่องดื่มจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ชุมชนได้รับงบประมาณสำหรับอุดหนุนได้รับเพียง 50,000 บาท ซึ่งสวนทางกับขนาดพื้นที่ขนาดใหญ่
เธอกล่าวว่าในปีนี้เทศบาลท่าผาเริ่มใช้ระบบ FireD เพื่อเป็นชุมชนนำร่องของจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกฯ ได้อนุมัติการใช้ FireD ทั้งหมด 984 ไร่ 1 งาน ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากการติดประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยเรื่องการห้ามเผาในพื้นที่เกษตร
หลังจากร่วมถอดบทเรียนกับหน่วยงานภาครัฐ จึงได้ข้อเสนอถึงการร่วมกันในการจัดตั้งกลไกการทำงานระดับตำบล เพื่อร่วมกันบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม เพื่อที่จะทำให้เกษตรไม่ได้รับผลกระทบจากระบบ รวมถึงนำเทคโนโลยีการบินโดรนเข้ามาร่วม
มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการเก็บข้อมูลเชื้อเพลิงและเก็บข้อมูลระดับพื้นผิวดิน เพื่อนำมาวิเคราะห์กับข้อมูลดาวเทียมว่าในบริเวณใดที่มีความเสี่ยงและควรมีแผนตั้งรับ ตลอดจนมีการบูรณาการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจัดระบบสวัสดิการและการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานและจิตอาสาดับไฟป่า ในกรณีประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่

สาวิตรี พูลสุขโข มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ เปิดเผยว่า พื้นที่ตำบลท่าผามีพื้นที่เป็นป่า 2-3 ประเภท ส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังและเบญจพรรณ ทั้งยังมีป่าดิบชื้นเป็นส่วนน้อย พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายการเกิดไฟป่า เนื่องจากมีปริมาณการเกิดเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก
นำไปสู่การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนและให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ ผ่านการวิเคราะห์และทำแผนที่โดยอ้างอิงข้อมูลจาก GISTDA เพื่อให้ชุมชนและหน่วยงานมองเห็นพื้นที่เสี่ยงและสามารถตัดสินใจจัดการบริหารเชื้อเพลิงได้อย่างแม่นยำ
เธอยังระบุว่า จากการสรุปบทเรียนและวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 แม้จะพบจุดความร้อนบริเวณตำบลท่าผากว่า 70 จุด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 ซึ่งเผชิญภาวะภัยแล้งรุนแรงคล้ายกัน กลับพบว่าตัวเลขจุดความร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมไฟป่าที่ดีขึ้น
ในส่วนของพื้นที่เผาไหม้ แม้จะยังมีไฟไหม้ซ้ำในจุดเดิม และจากการบินโดรนตรวจสอบโดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิต จะพบปัญหาไฟป่าข้ามแนวกันไฟ แต่ชุมชนยังคงสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากพื้นที่ป่าอยู่ใกล้กับเขตชุมชนและมีขอบเขตไม่กว้างจนเกินไป โดยมีพื้นที่ความเสียหายรวมไม่เกิน 2,000 ไร่
โครงการป่าเปียกเพื่อชุมชน
อรุณ ซ้อนฝั้น กำนันตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง ระบุถึงการจัดการไฟในรูปแบบการเติมเต็มความสมบูรณ์และความชุ่มชื้นให้ผืนดิน รวมถึงการนำโดรนขึ้นบินเพื่อระบุพิกัดที่เกิดไฟ และเตรียมจัดการบริหารเชื้อเพลิงต่อไป ทั้งนี้ พื้นที่ป่าในตำบลน้ำบ่อหลวงเป็นป่าในโครงการป่าเปียก จากโครงการน้อมนำของรัชกาลที่ 9 โดยรับน้ำจากแก้มลิงจากแม่น้ำขานจากสะเมิง และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดึงน้ำจากแหล่งน้ำผันสู่ป่าเพื่อสะสมความชื้นแก่พื้นดิน
นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในการจัดทำ ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’ เพื่อกักเก็บและสะสมน้ำฝนลงสู่ชั้นดินสำหรับให้ต้นไม้ดูดซึมไปใช้ โครงการนี้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ เช่น ยางรถยนต์ เศษอิฐ และเศษปูน มาใช้เป็นวัสดุถมขุด พร้อมติดตั้งท่อระบายอากาศเหนือพื้นดิน เพื่อเร่งระบายและกักเก็บน้ำลงสู่ใต้ดินให้ได้ปริมาณมากที่สุด ขณะเดียวกัน ชุมชนยังมีการรณรงค์การปลูกป่าเสริมในทุกปี และส่งเสริมการทำฝายต้นน้ำ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากตำบลน้ำบ่อหลวงที่ในปี 2567 มีจุดความร้อน 15 จุด แต่ในปี 2568 และ 2569 จุดความร้อนไม่เกิดขึ้นอีกเลย
แนวกันไฟใยแมงมุม ป้องกันไฟป่า

ด้าน ปฐมพงศ์ เจริญมูล ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่นาป้าก ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง นำเสนอแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการสร้างแนวกันไฟใยแมงมุม ระบบแนวกันไฟใยแมงมุม เป็นการทำแนวกันไฟแบบตารางสี่เหลี่ยมครอบคลุมพื้นที่ป่า โดยขุดแนวกันไฟทั้งแนวตั้งและแนวนอนจำนวน 5-6 เส้นต่อหนึ่งดอย เพื่อแบ่งผืนป่าออกเป็นบล็อกย่อยๆ ซึ่งจะช่วยจำกัดวงความเสียหายเมื่อเกิดไฟป่า ไม่ให้ลุกลามข้ามไปยังบล็อกอื่น และช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
เขายอมรับว่า พื้นที่ในตำบลแม่หอพระส่วนใหญ่เป็นผืนป่าเศรษฐกิจ ซึ่งชุมชนยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากไฟ ในแง่นี้ จึงได้มีการทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนเพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการร่วมมือทำแนวกันไฟ เพื่อเข้าดูแลในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิง และจำกัดขอบเขตเฉพาะพื้นที่ป่าที่มีความจำเป็นสำหรับการหาของป่าเลี้ยงชีพของชาวบ้านอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจาก ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผ่านระบบ ‘วอร์รูมชุมชน’ ที่สามารถตรวจจับจุดความร้อนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยชุมชนได้เข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างภายใต้หน่วยปฏิบัติการ (PU) ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU) ในการทดลองใช้กรอบแนวคิด 4 Plan รู้คน รู้ป่า รู้ไฟ และรู้นโยบาย
กรอบแนวคิดนี้ถูกออกแบบให้เป็นตัวแบบสำเร็จรูป เพื่อให้แต่ละพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบนโยบายและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของตนเอง เขาคาดว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า เครื่องมือนี้จะมีความพร้อมในการใช้งานเต็มรูปแบบ หากสามารถช่วยให้แต่ละพื้นที่บริหารจัดการเชื้อเพลิงและวางแผนป้องกันไฟป่าได้อย่างตรงจุด จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับการจัดการปัญหาไฟป่าในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
ในทำนองเดียวกัน อนงค์ วงค์ษา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่ฮะ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง ชี้ว่าชุมชนของเธอมีความคล้ายคลึงกับบ้านแม่นาป้าก แต่ในส่วนบ้านแม่ฮะจะมีสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกะทะ โดยรอบหมู่บ้านจะมีแนวกันไฟที่สร้างล้อมรอบหมู่บ้าน โดยสร้างในระดับสูงขึ้นตามแนวเขาเรื่อยๆ หากเกิดไฟป่าจะไหม้แค่บริเวณที่ตีกรอบแนวกันไฟเท่านั้น
เธอยังสะท้อนถึงช่องว่างของการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการเชื้อเพลิง (FireD) ว่า ระบบอนุมัติให้ชุมชนเริ่มจัดการเชื้อเพลิงหรือชิงเผาได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จริง ทว่าในความเป็นจริง ผืนป่าในชุมชนยังคงมีความชื้นสะสมอยู่มาก เมื่อทดลองเผาตามเวลาที่ได้รับอนุญาต ไฟจึงไม่ไหม้หรือบริหารจัดการเชื้อเพลิงไม่ได้ตามเป้าหมาย
ข้อจำกัดทางชีวภาพจึงทำให้ชุมชนนำแนวคิดจาก FireD มาประยุกต์ใช้ ด้วยการสร้าง ‘แนวกันไฟแบบบล็อกย่อย’ เพื่อเตรียมรับมือหากไฟป่าขยับไปเกิดขึ้นในเดือนอื่นที่แห้งแล้งกว่า ซึ่งหากเกิดไฟป่าขึ้นมาจริงๆ ไฟก็จะมีขอบเขตอยู่เฉพาะในบล็อกที่ทำแนวกันไว้ ไม่ลุกลามขยายวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ชุมชนกำลังเผชิญคือ งบประมาณที่ได้รับอย่างจำกัดเนื่องจากไม่สามารถทำแนวกันไฟบล็อกย่อยได้ครบทุกดอย เพราะการทำแนวกันไฟแต่ละแนวมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ทุก 10 วัน คนในชุมชนจะต้องลงพื้นที่ไปเป่าใบไม้เพื่อรักษาแนวกันไฟ ซึ่งมีค่าน้ำมันและค่าแรงงาน ปัจจุบันชุมชนได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากเทศบาลตำบลบ้านโป่งจำนวน 25,000 บาท หากจะทำแนวกันไฟให้ครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน จะต้องทำทั้งหมด 20 กว่าแนวแปลง แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ชุมชนจึงเลือกทำได้เพียง 6 แนว โดยเน้นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นภูเขาสูงชันซึ่งยากต่อการเข้าถึง โดยใช้วิธีดักหัวดักท้ายในระยะทางประมาณ 2.5 ถึง 3 กิโลเมตรต่อแนว
“เพราะไฟป่าไม่ได้เลือกเวลาเกิด หากเกิดตอนกลางวันชาวบ้านยังพอระดมกำลังไปดับได้ทัน ถ้าไฟป่าปะทุขึ้นมาในช่วงกลางคืน พื้นที่ป่าที่สูงชันจะเป็นอุปสรรคจนไม่สามารถเข้าไปดับไฟได้เลย” อนงค์ กล่าว
ข้อเสนองบประมาณ เพิ่มศักยภาพชุมชน
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา ตัวแทนชุมชนจากทุกพื้นที่ได้ยื่นข้อเสนอร่วมกัน โดยเรียกร้องให้มีการจัดสรรและกระจายงบประมาณลงสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อนำไปสู่การยกระดับศักยภาพเทคโนโลยีในการป้องกันและควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันในหลายพื้นที่ต่างกำลังเผชิญวิกฤตการขาดแคลนงบประมาณ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีความเห็นพ้องตรงกันว่า นโยบายห้ามเผาและคำสั่งแบบเหมารวมจากส่วนกลาง นอกจากจะสร้างความวิตกกังวลให้แก่คนในพื้นที่แล้ว ยังส่งผลให้สังคมภายนอกเกิดความเข้าใจผิดต่อวิถีชีวิตของชุมชน ชุมชนจึงขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกันทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้เกิดจากวิถีชีวิตของชุมชนแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริง แต่ละชุมชนก็เป็นผู้ดูแลรักษาผืนป่าเช่นเดียวกัน.

