
สว.เชียงใหม่ห่วงชั้นกรรมาธิการพิจารณาพ.ร.บ.อากาศสะอาด สาระ กม.เปลี่ยน – ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล/ สว.จังหวัดเชียงใหม่
ในมุมมองของตนเองประเมินว่าในวันที่ 15 พค.ที่รัฐสภาจะมีการลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ประเมินว่าแนวโน้มว่าน่าจะเห็นชอบเพราะในชั้นรับร่างหลักการของพ.ร.บ อากาศสะอาดในครั้งแรกนั้น เสียงของ สว.เป็นเสียงเอกฉันท์ที่รับหลักกา แทบไม่มีท่านใดที่ไม่เห็นชอบ นอกจากนี้สว.ก็ได้มีการเสนอญัตติเรื่องการแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นวาระพิเศษ และยังมีการเรียกร้องเรื่องการให้รัฐบาลเอา พ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่รัฐสภา อีกทั้งนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือในช่วงที่ผ่านมาด้วย จึงคิดว่าน่าจะผ่านรัฐสภา
แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือกระบวนการหลังวันที่ 15 พค. พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะมาอยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา เท่าที่ติดตามดู สว.ส่วนใหญ่มีความเห็นต่างจากร่างที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร หลายมาตราจะต้องมีการแก้ไข เมื่อมีการแก้ไขก็ต้องส่งกลับไปที่ให้กรรมาธิการวิสามัญร่วมของ 2 สภาขึ้นมาเพื่อพิจารณา จะต้องมีกระบวนการที่เราต้องดูว่าจะเสนอเนื้อหาอะไร ที่เราจะผลักดันผ่านผู้แทนที่อยู่ทั้งสองสภา ดังนั้นภาคสังคมจะต้องทำงานอย่างหนักในชั้นกรรมาธิการที่ยังมีความเห็นแย้งกันค่อนข้างมาก
โดยประเด็นที่ สว.เห็นแย้งคือเรื่องของสิทธิอากาศสะอาด กับผลกระทบกับผู้ประกอบการ ร่างที่ผ่าน สส. มีบทลงโทษภาคธุรกิจ ดังนั้นกรรมาธิการวุฒิสภาคงจะเสนอให้มีการแก้ไขอย่างแน่นอน เรื่องที่ 2 คือเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการอากาศสะอาดในร่างของ สส.เสนอให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยมี อบจ.เป็นประธาน ในส่วนของ สว.ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องที่ 3 ในร่างของ สส.ให้อำนาจกับท้องถิ่นมีอำนาจการจัดการ ในมาตรา 142 คิดว่า สว.ในชั้นกรรมาธิการคงมีการปรับเปลี่ยนประเด็นนี้ด้วย
แนวโน้มคงมีการปรับเปลี่ยนร่างพ.ร.บอากาศสะอาดค่อนข้างมาก เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็จะไปสู่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา ส่วนประเด็นที่ภาคประชาชนจะต้องเกาะติด และไม่ให้ประเด็นสำคัญตกไปคือเรื่องสิทธิอากาศสะอาดมาตรา 6 -11 เพราะมีฐานของเรื่องสิทธิมนุษยชน รับรองสิทธิของประชาชนทั้งปัจเจก และสิทธิชุมชน ซึ่งเท่าที่ดู มาตรา 6 และ 7 เป็นสิทธิในเชิงเนื้อหา ครอบคลุมการดำรงชีวิตทั้งในการประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิต และยังพูดถึงสิทธิของกลุ่มเปราะบางด้วย มาตรา 8-11 เป็นสิทธิเชิงกระบวนการ การตัดสินใจในเชิงนโยบาย /สิทธิองค์กรเอกชน
นอกจากนี้ก็มีข้อกังวล คือแหล่งกำเนิดภาคป่าไม้ มาตรา 105-110 กำหนดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการอากาศสะอาดทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน ใช้มาตรการสนับสนุนเพื่อลดการเผา ในวงเล็บ 6 ซึ่งอาจจะขัดกับหลักสิทธิอากาศสะอาดที่ไม่ให้กระทบกับการดำรงชีพ เพราะตอนนี้สังคมยังมองเป็นผู้ร้ายอย่างเดียว เปลี่ยนระบบเกษตรไม่ให้ส่งผลกระทบกับอากาศ ถ้าพี่น้องที่จำเป็นต้องใช้ไฟ เช่นไร่หมุนเวียนจะได้รับผลกระทบหรือไม่.
ถอดความจากเวที เสวนาหัวข้อ มาตรการที่ต้อง “ห้ามปัดตก” ในพ.ร.บ.อากาศสะอาด วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Can) ณ ห้องประชุมบัวตอง สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่