สิทธิชุมชนต้องไม่หายไปใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด/ กนกศกดิ์ แก้วเทพ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา

อากาศไม่ใช่ภารกิจแค่ 5 เดือน แต่เป็นเรื่องของวิถีชีวิตทั้งปี หลักของการจัดการที่ดีคือการคุยเรื่องการจัดการทั้ง 12 เดือน เราอยู่ในพื้นที่ป่าที่เป็นของรัฐเป็นส่วนใหญ่ เราไม่มีอำนาจที่จะทำให้ชุมชนปรับเปลี่ยน ท้องถิ่นใช้แค่กฎหมายบรรเทาสาธารณภัยที่มีการจัดการเฉพาะตอนที่เกิดภัยแล้ว ฉะนั้นการจัดการการเผาในพื้นที่ ท้องถิ่นมีข้อบัญญัติในการห้ามเผาอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่บางพื้นที่ เช่น อุทยานฯ ชาวบ้านไม่สามารถดูแลป้องกันได้ เราต้องไปลาดตระเวน ค่อนข้างลำบาก เช่น การห้ามเข้าพื้นที่อุทยาน ทำให้เราทำงานลำบาก การป้องกันอากาศสะอาด คือป้องกันไม่ให้เกิดไฟ วิธีป้องกันไฟป่า คือการที่จะต้องมีคนอยู่ในป่า ดังนั้นพ.ร.บ.ตัวนี้ต้องเน้นเรื่องสิทธิชุมชน และการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจคือคานงัดที่สำคัญของการดูแลอากาศสะอาด และการกระจายอำนาจลงมาไม่เฉพาะองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างเดียว แต่ต้องกระจายมายังชุมชนที่จะดูแลตัวเอง ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนความเชื่อที่รัฐส่วนกลางคือการรวมอำนาจ และรวมศูนย์
นอกจากนี้แต่ละพื้นที่ก็มีบริบทในการจัดการที่ไม่เหมือนกัน มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่ เราจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินจะกลับไปสู่การเป็นของหน้าหมู่ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ที่กำหนดเป็นที่ของหลวงก็ทำให้การดูแลจัดการทำได้น้อย ถ้าพ.ร.บ.ออกมา ไม่ให้สิทธิชุมชนในกฎหมาย และไม่มีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ ก็ไม่ต่างอะไรก็เป็นการตัดเสื้อไซส์เดียวกันทั้งประเทศที่ไม่สอดคล้อง การจัดการปัญหาที่ต้นทางคือให้ชาวบ้านมีสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในการดูแลจัดการทรัพยากรด้วย.
ถอดความจากเวที เสวนาหัวข้อ มาตรการที่ต้อง “ห้ามปัดตก” ในพ.ร.บ.อากาศสะอาด วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Can) ณ ห้องประชุมบัวตอง สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่