ตอนที่ 1 เจ้าเคยมีหนี้เพราะ “ข้าวโพด”
“ชาวบ้านลงทุนปลูกข้าวโพดปีละ 50,000 บาท แต่ขายได้ 30,000 บาท แปลว่าขาดทุน 20,000 บาท แล้วรายได้จากข้าวโพดหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ ตัดหญ้า พ่นยา ค่าปุ๋ย ชาวบ้านจึงรู้สึกว่ามันไม่คุ้ม”
เมื่อวันนี้ “ข้าวโพด” ไม่ได้ตอบโจทย์ปากท้องชาวบ้าน หนึ่งในผู้นำชุมชนรุ่นใหม่อย่าง ‘แม่หลวงกุล’ พิไลกุล ท้าวคาม ผู้ใหญ่บ้านเฉลิมราช หมู่ 8ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน จึงมองถึงพืชผลที่สามารถปลูกทดแทนข้าวโพดจะต้องไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านได้ แต่ยังต้องแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและไม่ขาดความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาอีกด้วย

เราปฏิเสธได้หรือไม่ว่า “ข้าวโพด” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างทั้ง “โอกาส” และ “ปัญหา” ในเวลาเดียวกัน
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดระดับชั้นนำของโลก ด้วยการเพาะปลูกในหลายพื้นที่สามารถปลูกได้มากกว่า 1 ครั้งในช่วงเวลา 1ปีจากข้อมูลสถิติจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เมื่อช่วงระหว่างปี 2564– 2568 พบว่าข้าวโพดมีปริมาณผลผลิตรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 4.7 – 5.0ล้านตัน มีอัตราการเพิ่มผลผลิตในแต่ละปีเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ร้อยละ 1.59และมูลค่ารวมของผลผลิตอยู่ที่ 38,000 – 42,000 ล้านบาท
และจากที่มาของผลผลิตยังพบว่า จังหวัดท็อป 5ของการผลิตข้าวโพดเมื่อช่วงปี 2567 – 2568 ได้แก่ เพชรบูรณ์ 12%นครราชสีมา 10%ตาก 8% น่าน 7%ลพบุรีและนครสวรรค์จังหวัดละ 6% ซึ่งข้อมูลสถิติดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจคือ จังหวัดน่านมีผลผลิตข้าวโพดมากเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดน่านเมื่อปี 2568 ยังระบุอีกว่า จังหวัดน่านมีปริมาณผลผลิตรวม 262,088 ตัน จากพื้นที่ปลูกข้าวโพดรวม 372,090 ไร่ ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ
แม้ว่าจังหวัดน่านครองแชมป์เรื่องผลผลิตข้าวโพด แต่จากรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดน่านพบว่า ในช่วงปี 2564 – 2568 ทั้งพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตมีอัตราลดลง 1.2 – 3.5% แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดการปลูกข้าวโพดอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลในตาราง
| ข้อมูลการปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่าน | ปี 2564 | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
| พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด (ไร่) | ไม่ปรากฏข้อมูล | 553,989 | 422,326 | 388,614 | 372,090 |
| ปริมาณผลผลิต (ตัน) | 427,936 | 367,932 | 317,723 | 285,919 | 262,088 |
โดยสาเหตุสำคัญมาจากทั้งต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนเป็นภาระหนี้สินครัวเรือน หรือแม้กระทั่งนโยบายรัฐที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ทดแทนข้าวโพด รวมทั้งการตระหนักรู้ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นใกล้ตัวกับชุมชนหลายแห่ง เนื่องจากปี 2567 – 2568 จังหวัดน่านเกิดน้ำท่วมใหญ่ถึง 2 ครั้ง และยังเกิดวิกฤติค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน (ระดับสีแดง – ม่วง) เป็นเวลาต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 ประกอบกับอคติเรื่องข้าวโพดที่ยังถูกสังคมตีตราว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดภัยพิบัติดังกล่าว
ผู้นำชุมชนหลายแห่งจึงลุกขึ้นมานำชาวบ้านทำเกษตรวิถีใหม่ ซึ่งนอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อหาทางหลุดพ้นจากความเสี่ยงทั้งเรื่องภัยพิบัติและปากท้องไปพร้อมกันแล้ว ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ยังต้องการพิสูจน์ให้ผู้คนจากภายนอกได้รับรู้ถึงความพยายามที่จะปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง

(น่าน – ด่านห้วยโก๋น ชายแดนไทย – ลาว)
เมื่อช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าพื้นที่บ้านเฉลิมราช ติดตามชาวบ้านไปทำแนวกันไฟป่าจนถึงแนวเขตชายแดนไทย – ลาว และค้นพบหลายประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การเข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่และทางออกที่ทำให้ทั้งผู้คน สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อยู่รอดไปด้วยกัน

เจ้าเป็นคนเฮาะ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดน่าน
“เจ้า” เป็นสรรพนามที่ชาวบ้านเฉลิมราชใช้เรียกแทนตัวเองเมื่อต้องสนทนากับผู้อื่น ซึ่งชาวบ้านเฉลิมราชราว 60 – 70% ของประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “เฮาะ” และถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในจังหวัดน่าน โดยบ้านเฉลิมราชยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นอาศัยอยู่ด้วยอีกอย่างน้อย 3กลุ่ม ได้แก่ ไทลื้อ ลัวะ และกึมมุ (ขมุ) จากการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยก่อนและการแต่งงานเข้ามาเป็นเขยหรือสะใภ้
จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กลับไม่พบข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เฮาะ แต่ในรายงานสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดน่านเมื่อปี 2565จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่านได้ระบุว่า “เฮาะ” หรือ “เหาะ” เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดน่าน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านน้ำเลียง หมู่ 1และบ้านเฉลิมราช หมู่ 8ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง
“คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้เจ้าฟังว่า ผู้นำสมัยก่อนไปเฮาะไปฮอมคนจากพื้นที่ต่าง ๆ มารวมกันที่นี่ ก็เลยเรียกตัวเองว่าเป็นคนเฮาะหรือเหาะจนถึงทุกวันนี้”
ความเป็นมาของคนเฮาะตามที่แม่หลวงกุลเล่าให้ฟังได้ย้อนกลับขึ้นไปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนเมืองอย่างชัดเจน (สันนิษฐานว่าเป็นช่วงก่อนเกิดการทำแผนที่ประเทศไทยครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5เมื่อปี2418) จนกระทั่งปี 2447สยามสูญเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง (แขวงไซยะบูลี สปป.ลาว ในปัจจุบัน) ทำให้ส่งผลกระทบต่อประชากรในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวคือ เกิดการแบ่งแยกเชื้อชาติไทย – ลาวตามเขตแดนที่อาศัยอยู่ทั้ง ๆ ที่ผู้คนเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยเป็นญาติพี่น้องหรือครอบครัวเดียวกัน
“สงครามหรือความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา (เช่น สงครามกลางเมืองลาว หรือเหตุยิงปะทะระหว่างรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์) พื้นที่บริเวณนี้มีผู้คนหนีภัยสงครามเข้ามาแล้วกระจัดกระจายไปอยู่ตามป่าเขาบ้าง จนกระทั่งสงครามสงบลง ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นจึงได้ไปรวบรวมชาวบ้านที่อยู่ตามป่าเขาให้กลับมาร่วมกันตั้งถิ่นฐานใหม่อีกครั้ง”

แม่หลวงกุลยังได้พูดถึงที่มาของการเรียกตนเองว่า “เฮาะ” ที่อาจมาจากคำว่า “โฮะ” หรือ “ฮอม” ซึ่งเป็นคำเมืองล้านนาที่แปลว่า “รวมกัน” ผู้เขียนจึงค้นพบข้อสังเกตสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ที่มาของการเรียกขานชื่อกลุ่มชาติพันธุ์คล้ายกับการบัญญัติศัพท์ “คนเมือง” ในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง สมัยพระเจ้ากาวิละแห่งล้านนา ไม่ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร มาจากไหน เชื้อชาติใด ก็จะถูกเรียกแบบเหมารวมตามศัพท์ที่บัญญัติขึ้น
“สำเนียงภาษาของคนเฮาะคล้ายกับคนเชียงใหม่ จึงเป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษของเจ้าอาจย้ายถิ่นฐานหรือถูกอพยพจากตรงนั้น ซึ่งคนที่ย้ายมาอาจมีพี่น้องชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มผสมกันไปหมด” แม่หลวงกุลกล่าว

บ้านเจ้าทำเกษตรในป่ามานานแล้ว
“ที่จริงชาวบ้านเฉลิมราชรู้จักการทำเกษตรในพื้นที่ป่า เพาะปลูกผสมผสาน เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ”
บ้านเฉลิมราชตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ประกอบด้วยป่าชุมชน 53,161ไร่ พื้นที่การเกษตร 9,895ไร่ และที่อยู่อาศัยอีก 1,712ไร่ มีวิถีเกษตรดั้งเดิมแบบวนเกษตรคล้ายกับ “ไร่หมุนเวียน” คือแต่ละบ้านจะแบ่งพื้นที่ทำกินเป็นสัดส่วนเพื่อสลับหมุนเวียนให้แปลงที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วได้มีเวลาพักฟื้น (ไร่เหล่า) เพื่อสะสมแร่ธาตุอาหารในหน้าดินเพิ่มเติม โดยเฉลี่ยแล้วชาวบ้านจะพักไร่ในแต่ละแปลง 2 – 3 ปีแล้วกลับมาเพาะปลูกในแปลงนั้นอีกครั้ง

“เมื่อก่อนบ้านเจ้าปลูกข้าวไร่เป็นหลักแล้วปลูกพืชผลอื่น ๆ แซมเข้าไป ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จะเน้นแบ่งกินในครัวเรือนมากกว่าส่งขาย เพราะการเดินทางในสมัยนั้นไม่ได้สะดวกสบาย ชาวบ้านไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะลงไปซื้อข้าวหรือพืชผักอื่น ๆ มาทำอาหารกิน วิถีชีวิตดั้งเดิมของบ้านเจ้าจึงหากินอยู่กับป่า แต่จะไม่มีการตัดต้นไม้หรือถางป่าเพิ่มเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่ละครัวเรือนมีที่ทำกินแค่ไหน ก็ใช้เพาะปลูกแค่นั้น”
วิถีวนเกษตรดังกล่าวอยู่กับชาวบ้านเฉลิมราชเรื่อยมาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่งที่แม่หลวงกุลบอกว่า เท่าที่จำความได้ก็เห็นไร่ข้าวโพดตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านปลูกข้าวโพดไปพร้อมกับข้าวไร่และพืชผักอื่น ๆ บนไร่หมุนเวียนด้วย แต่ไม่ได้ปลูกในปริมาณมากและใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง
ข้อสังเกตที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ “ข้าวโพด” จากเดิมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบวนเกษตรในชุมชน ได้ถูกยกระดับเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวได้อย่างไร นอกจากการเข้ามาของพ่อค้าคนกลางแล้วยังมีเหตุผลใดที่จะช่วยให้สังคมเข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้อีกบ้าง
“ถ้าย้อนกลับไปดูช่วงเหตุการณ์ที่ทำให้คนออกจากป่า ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามคอมมิวนิสต์หรือการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ ชาวบ้านต้องอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้ มีการติดต่อกับคนนอกพื้นที่ที่มาพร้อมกับการเข้ามาของพืชพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ชาวบ้านไม่เคยปลูกมาก่อน ซึ่งข้าวโพดเป็นหนึ่งในพืชที่เข้ามาได้จากกระบวนการนี้โดยผ่านพ่อค้าคนกลางหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาส่งเสริมและนำเมล็ดพันธุ์มาให้ชาวบ้านทดลองปลูกในตอนนั้น”

ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวจึงเข้ามาแทนที่ระบบวนเกษตรแบบดั้งเดิมตั้งแต่นั้นด้วยที่มาและเหตุผลของ‘อั้น’ ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว นักวิจัยอิสระในจังหวัดน่าน ที่อธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์การเมืองกับวิถีเกษตรในท้องถิ่นที่มีเหตุการณ์ นโยบาย หรือมาตรการสำคัญที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้าน แต่ยังรวมถึงระบบความคิดทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่ทำให้ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อให้อยู่รอดในวิถีใหม่
เจ้าคิดว่าปลูกแล้วจะขายได้ราคาดี
“เกษตรกรในตอนนั้นคือเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ในตอนนี้”
จากจุดเริ่มต้นของยุคเกษตรเชิงเดี่ยว อั้นชวนมองไปอีกว่าชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรในขณะนั้นอาจอยู่ในช่วงวัยแรงงานรุ่นหนุ่มสาว แต่ตอนนั้นยังเป็นยุคสมัยที่ความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร ความรอบรู้ต่าง ๆ ยังเข้ามาไม่ถึงชุมชนและชาวบ้านยังเข้าไม่ถึงการศึกษาระดับสูง จึงทำให้วิธีคิดระหว่างเกษตรกรวัยแรงงานเมื่อ 20 – 30ปีก่อนแตกต่างจากเกษตรกรในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
“สังคมเกษตรกรเมื่อก่อนเป็นเกษตรทำมือ (Manual) ที่ยังมีวัฒนธรรมเอามื้อเอาแรงให้เห็น แต่พอเป็นรุ่นลูกหลานเกษตรกรในตอนนั้นที่โตมากับการพึ่งพาเทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เขาก็มีคำถามว่าทำไมคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายถึงยังทำเกษตรแบบเดิม ๆ ที่สิ้นเปลืองทั้งแรงและเวลาแต่กลับได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านรุ่นต่อมาเริ่มหันมาปลูกข้าวโพดหรือพืชเชิงเดี่ยวอื่น ๆ เพราะกระบวนการง่าย เร็ว ประหยัดแรง ประหยัดเวลาไปได้มาก”
“และขายได้ราคาดีด้วย” อั้นเน้นย้ำประเด็นนี้ซึ่งเป็นแรงจูงใจหลักที่ทำให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนไร่หมุนเวียนเป็นไร่เชิงเดี่ยว เมื่อมีบ้านหนึ่งทดลองปลูกแล้วขายได้ราคาดี บ้านอื่น ๆ ก็จะหันมาปลูกตามแล้วบอกต่อเป็นทอด ๆ จนผลที่ตามมาคือมองไปทางไหนแทบจะไม่เห็นพื้นที่ป่าบนดอยเลย

“ปลูกแล้วต้องปลูกซ้ำ ๆ อยู่ตรงนั้นทุกปี ไม่มีช่วงเวลาพักไร่เลย” แม่หลวงกุล บ้านเฉลิมราช พูดถึงสาเหตุที่ไร่ข้าวโพดไม่สามารถบริหารจัดการแบบไร่หมุนเวียนได้อีกว่า เป็นเพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ชาวบ้านเฉลิมราชซื้อมาจากพ่อค้าคนกลางในตอนนั้นมีคุณสมบัติที่ต้องบำรุงรักษาด้วยปุ๋ยหรือยากำจัดศัตรูพืชแบบสูตรเฉพาะ และเมื่อใช้ซ้ำ ๆ จนเกิดปริมาณสารเคมีสะสมในหน้าดินจะทำให้วัฏจักรพืชพันธุ์ท้องถิ่นถูกทำลายหรือทำให้กลายพันธุ์ไปได้
“ตอนนั้นชาวบ้านทดลองซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจากข้างนอกมาปลูก แต่พอปลูกได้ 2 – 3ปีแล้วกลับมาใช้เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมปรากฏว่าปลูกแล้วไม่โต ไม่ออกผล แถมยังทำให้เก็บเกี่ยวข้าวไร่และพืชผักอื่น ๆ ได้น้อยลงด้วย บางแปลงใช้ปลูกข้าวไร่ไม่ได้อีกเลย สุดท้ายชาวบ้านต้องใช้เมล็ดพันธุ์นั้นปลูกต่อไป ไม่งั้นชาวบ้านจะเอาเงินจากไหนไปซื้อข้าวกิน” แม่หลวงกุลกล่าว
“ราคาตลาดบางปีรับซื้อกิโลกรัมละ 10บาท แต่พ่อค้าคนกลางรับซื้อแค่กิโลกรัมละ 4บาท ชาวบ้านก็ต้องขาย”
แม่หลวงกุลมองอีกว่า รายได้จากการขายข้าวโพดในแต่ละปีแม้เป็นเงินก้อนใหญ่ แต่เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อปีและเป็นก้อนรายได้ที่ครอบคลุมต้นทุนและรายจ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีนั้น ๆ ในขณะที่เกษตรกรยังต้องแบกรับรายจ่ายที่ยังเท่าทุนหรือติดลบจนนำไปสู่ปัญหาหนี้สินที่นักวิจัยอิสระในพื้นที่อย่างอั้นมองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแบบหมุนวน

“พ่อค้าคนกลางเอาเมล็ดพันธุ์มาขายชาวบ้าน ชาวบ้านก็เอาไปปลูก เก็บเกี่ยว แล้วเอาผลผลิตกลับมาขายพ่อค้าคนกลาง บางปีราคาข้าวโพดตก ชาวบ้านได้เงินไม่พอรายจ่าย ทำเรื่องขอกู้ธนาคารสำหรับเพาะปลูกในปีต่อไปก็ไม่ผ่าน ชาวบ้านหลายคนต้องไปขอความช่วยเหลือเรื่องเงินจากพ่อเลี้ยง / แม่เลี้ยง ซึ่งพ่อค้าคนกลางบางคนก็เป็นพ่อเลี้ยง / แม่เลี้ยงที่สามารถช่วยเรื่องเงินทุนแก่ชาวบ้านได้ด้วย วงจรเกษตรเชิงเดี่ยวก็จะวนอยู่ประมาณนี้มาโดยตลอด”
อั้นไม่เพียงสะท้อนให้เห็นมุมมองทางเศรษฐกิจที่ถูกซ่อนเร้นด้วยระบบอุปถัมภ์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อในท้องถิ่นว่ามีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างไร แต่ยังตั้งข้อสังเกตชวนคิดต่อไปอีกว่าตอนนั้นชุมชนอาจยังไม่มีใครหรือองค์กรใดมาให้ความรู้หรือเสนอทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่การปลูกข้าวโพด จึงทำให้ชาวบ้านถูกจำกัดกรอบการคิดและการเลือกเพื่อไปสู่ทางออกที่ดีกว่านี้
“แต่เมื่อชาวบ้านตื่นรู้ว่าผลกระทบจากการปลูกข้าวโพดเป็นเรื่องใกล้ตัวเขาจริง ๆ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพ เช่น โรคภูมิแพ้ ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับปริมาณสารเคมีเข้าสู่ร่างกายมากเกินโดยไม่ตั้งใจ เมื่อนั้นเขาจะพยายามหาทางออก เข้าถึงทางเลือก และสร้างทางรอดที่ดีกว่าขณะนั้น โดยที่อาจมีคนหรือองค์กรจากข้างนอกเข้ามาสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กับอีกทางหนึ่งคือ ชาวบ้านบางส่วนที่มีโอกาสส่งลูกหลานไปเรียนหรือทำงานต่างพื้นที่ เขาก็จะเกิดคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านของเขา”
“ชาวบ้านจึงมองว่านี่คือสภาวะที่กำลังจะถึงขีดสุด” อั้นกล่าว

เจ้าบ่ไหวจะปลูกข้าวโพดแล้ว
ไม่เพียงแต่เรื่องผลกระทบทางสุขภาพ การถูกกดราคา และปัญหาหนี้สินที่ทำให้ชาวบ้านเฉลิมราชอยากเลิกปลูกข้าวโพด แต่ยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านมองว่าไม่ใช่แค่เลิกปลูกข้าวโพดแล้วหาพืชผลอื่นมาปลูกแทน แต่ยังต้องเป็นการปลูกทดแทนที่สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับชุมชนได้ด้วย เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งคนภายนอกจะหันมามองธรรมชาติจังหวัดน่านในมุมมองที่เข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น
จากการพูดคุยสอบถามชาวบ้านเฉลิมราชหลายครัวเรือนพบว่า บ้านเฉลิมราชเริ่มลดการปลูกข้าวโพดลงตั้งแต่ปี 2553 – 2554 โดยที่ในขณะนั้นยังมีพืชทดแทนเป็นพืชล้มลุกเพียงไม่กี่อย่าง เช่น มันสำปะหลัง จนกระทั่งปี 2562จนถึงปัจจุบันชาวบ้านเริ่มนำพืชยืนต้นเข้ามาปลูกแซมกับข้าวโพดมากขึ้น เช่น เงาะ ยางพารา มะม่วงหิมพานต์

การเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ทางการเกษตรดังกล่าวได้พบข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการลดปลูกข้าวโพดกับการเข้ามาของมาตรการห้ามเผาและตรวจจับค่าฝุ่น PM10ในช่วงฤดูแล้งก่อนยกระดับเป็น PM2.5ในปี 2562การลดปลูกข้าวโพดในพื้นที่จึงอาจเกี่ยวข้องกับการสอดรับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากวงจรเกษตรเชิงเดี่ยวรวมทั้งวนเกษตรดั้งเดิมมีการแผ้วถางและเผาเพื่อจัดการเชื้อเพลิงอยู่ด้วย
“ถ้าปลูกพืชยืนต้นแทนข้าวโพด นอกจากจะป้องกันความเสี่ยงเรื่องเผาแล้ว ถือเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับป่าชุมชนด้วย”

นอกจากนี้ ด้วยความที่พื้นที่ป่าบ้านเฉลิมราชอยู่ติดชายแดนไทย – ลาว แม่หลวงกุลจึงมองอีกว่าชุมชนบริเวณนี้ต้องป้องกันและเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษกว่าชุมชนอื่น ๆ เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งแล้ว บริเวณดังกล่าวยังอาจได้รับผลกระทบจากการเผาไหม้ทางฝั่งลาว เนื่องจากลาวไม่ได้มีมาตรการห้ามเผาในช่วงฤดูแล้ง
“ชาวบ้านฝั่งลาวเลี้ยงวัวควายในพื้นที่ป่าแล้วเขาต้องเผาเพื่อเอาหญ้าอ่อนให้เป็นอาหาร บางทีไฟจากทางนั้นลามเข้ามาในป่าบ้านเจ้า ชาวบ้านก็พร้อมใจกันไปช่วยดับไฟป่าโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทน เพราะถ้าไม่ไปช่วยกันดับ ไฟอาจลามมาถึงพื้นที่การเกษตร”

พื้นที่การเกษตรบ้านเฉลิมราชจึงมีความหมายต่อชาวบ้านอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องพึ่งพารายได้หลักจากผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว หลายครัวเรือนตั้งใจจะส่งต่อพื้นที่การเกษตรให้ลูกหลานทำต่อไปด้วย ประกอบกับการผลักดันให้ชุมชนเข้า คทช. หรือโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและสามารถเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีพื้นที่ปลูกป่าและต้องเหลือพื้นที่ปลูกข้าวโพดไม่เกิน 10%ของพื้นที่การเกษตรในชุมชน
“เมื่อจังหวะความต้องการทุกอย่างตรงกัน ชาวบ้านเห็นพ้องว่าต้องการเอกสารสิทธิ์ แต่ถ้าจะปลดหนี้ด้วยก็ต้องเลิกปลูกข้าวโพดและพร้อมลองผิดลองถูกไปด้วยกันกับพืชทดแทนที่ต้องปลูกได้ กินได้ ขายได้ และต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”แม่หลวงกุลกล่าว

จริง ๆ แล้วเรื่องเอกสารสิทธิ์ในที่ดินคือปัญหาใหญ่ของที่นี่
อั้น ณัฐปคัลภ์ ยังฉายปัญหาที่ดินให้เห็นเป็นภาพกว้างขึ้นอีกว่า ชาวบ้านเฉลิมราชรวมทั้งชุมชนอื่น ๆ ในพื้นที่ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง กว่า 70 – 80%ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่อยู่ทับซ้อนกันระหว่างเขตป่าสงวน ส.ป.ก. และ คทช. ทำให้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่คือ ไม่สามารถใช้สอยประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการเพาะปลูกได้
“ที่จริงชาวบ้านที่นี่รู้จักพืชเศรษฐกิจหลากหลายขึ้นหลังตระหนักรู้เรื่องข้าวโพด และยังรู้อีกว่าผลผลิตเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ ผมยกตัวอย่างช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านทดลองปลูก “มะต๋าว” ซึ่งนำไปแปรรูปเป็นลูกชิดใส่ไอศกรีมหรือขนมหวานได้ แต่พอชาวบ้านทำเรื่องขอตั้งโรงงาน ขอมาตรฐานต่าง ๆ กลับไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีโฉนดที่ดิน แม้มีโครงการส่งเสริมโดยหน่วยงานรัฐเข้ามารองรับก็ยังติดหลักเกณฑ์ตรงนี้”
“ผมจึงมองว่า ถ้าอยากให้กระบวนการแปรรูปผลผลิตเกิดขึ้นในชุมชนก็ต้องแก้กฎหมายให้ชาวบ้านตั้งโรงงานได้ แม้ยังไม่มีโฉนดก็ตาม หรืออย่างน้อยที่สุดขอรัฐช่วยออกโฉนดเฉพาะที่อยู่อาศัยให้ก่อน เพราะหลายครัวเรือนสามารถใช้ที่อยู่อาศัยทำเป็นโรงงานแปรรูปขนาดย่อมได้เลย” อั้นพูดถึงทางออกของปัญหาที่ต้องแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ
อุปสรรคดังกล่าวจึงเป็นความน่าท้าทายสำคัญของชาวบ้านเฉลิมราช เพราะหากยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็จะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้สอยประโยชน์ทางการเกษตรตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือไม่ก็อาจต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้ยกระดับคุณภาพชีวิตจากกระบวนการกลางน้ำอย่างการแปรรูป เพราะการแปรรูปยังถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งขายผลผลิตโดยตรง
“และพืชทดแทนข้าวโพดอีกหลายชนิดที่นำเข้ามา กว่าจะเก็บได้ กินได้ ขายได้ก็ต้องรออีกหลายปี” อั้นกล่าวเสริม

(ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569)
เราจึงเข้ามาส่งเสริมในส่วนที่ช่วยเติมเต็มได้
“การที่เกษตรกรหันมาปลูกพืชผสมผสานแทนข้าวโพด นอกจากเป็นเพราะชาวบ้านตระหนักรู้ถึงผลกระทบแล้ว นโยบายการส่งเสริมต่าง ๆ ได้มีส่วนช่วยให้ชาวบ้านมองเห็นทางออกที่ชัดขึ้นเหมือนกัน”
‘พี่อ้อย’ ภัทรนันท์ พิยะ เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พูดถึงบทบาทของหน่วยงานที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมจากการส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่สามารถกินและขายได้ ดูแลกระบวนการตั้งแต่พืชชนิดนั้นยังเป็นต้นกล้าไปจนถึงวันที่เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายสู่ท้องตลาด
“บทบาทหลักของสำนักงานเกษตรอำเภอคือการส่งเสริม เพราะหน่วยงานเราขึ้นกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สิ่งที่เราเข้าไปช่วยหนุนเสริมเกษตรกรได้คือการนำเสนอพืชทางเลือกให้เห็นว่า มีพืชเศรษฐกิจชนิดใดอีกบ้างที่สามารถปลูกทดแทนหรือแซมไปกับข้าวโพดได้ เราช่วยดูตั้งแต่เรื่องสภาพพื้นที่ อากาศ คุณภาพดินและน้ำว่าเหมาะกับการปลูกพืชชนิดใด อย่างตอนนี้เรากำลังส่งเสริมการปลูกกาแฟ เพราะสามารถปลูกแซมเข้าไปในป่าได้โดยไม่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐเรื่องเกษตรฟื้นฟูป่าบนพื้นที่สูงอยู่แล้ว และจังหวัดน่านได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพราะกาแฟเป็นพืชยืนต้นที่มีอนาคตคือ ปลูกแล้วตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”
กระบวนการส่งเสริมจึงไม่ได้จบเพียงการปลูกต้นกล้าหรือเพาะเมล็ดพันธุ์ พี่อ้อยยังอธิบายต่ออีกว่าหลังปลูกแล้วยังต้องมาติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นขนาดทางกายภาพของพืชผลแต่ละต้นเติบโตแค่ไหน ชาวบ้านบำรุงรักษาถูกต้องหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการประเมินสถานการณ์ แนวโน้มของความต้องการซื้อตามท้องตลาด (Demand) เพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสเก็บเกี่ยวพืชผลให้ได้ปริมาณและคุณภาพที่ขายได้ราคาดี
“แต่กระบวนการส่งเสริมเราไม่ได้ทำแค่หน่วยงานเดียว เพราะความรู้ ทักษะบางเรื่องต้องอาศัยความร่วมมือหรือบูรณาการกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การรวมกลุ่มเกษตรกร การแปรรูปผลผลิต เทคโนโลยีการเกษตร และการตลาด ซึ่งเราไม่ได้ทำให้ชาวบ้านทั้งหมด แต่เรายืนอยู่ในจุดที่สนับสนุนให้ชาวบ้านได้ลงมือทำจนพึ่งพาตนเองได้หรือมีศักยภาพเพียงพอที่เราเห็นว่า สามารถประสานหรือส่งให้หน่วยงานอื่นมาร่วมผลักดันต่อในกระบวนการต่อยอดพัฒนาที่มีระดับสูงขึ้นได้” พี่อ้อยพูดถึงประเด็นดังกล่าวเพื่อชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมในปัจจุบันได้มุ่งเน้นให้ชุมชนและหน่วยงานอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐอย่างคุ้มค่า

“แต่ผมยังเป็นห่วงเรื่องความต่อเนื่อง อยากให้หน่วยงานรัฐติดตาม เข้าพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านสม่ำเสมอกว่านี้ เพราะชาวบ้านอาจยังไม่เข้าใจหรือสงสัยบางเรื่องที่หน่วยงานเข้ามาส่งเสริมในครั้งแรก ต้องอาศัยกระบวนการทำซ้ำบ้างในครั้งที่สอง สาม หรือจนกว่าชาวบ้านจะฟีดแบ็กมาว่าทำสิ่งนั้นได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว”
จากที่อั้น ณัฐปคัลภ์ พูดถึงความกังวลดังกล่าวเพราะสังคมเกษตรกรในระดับตำบลปอนว่าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 – 60ปีขึ้นไปและประกอบด้วยหลากหลายภาษาเชื้อชาติพันธุ์ จึงทำให้เกิดอุปสรรคในระหว่างการส่งเสริมจากการสื่อสารความเข้าใจระหว่างชุมชนกับรัฐที่อาจยังปรับจูนกันไม่ลงตัวในบางจุด โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี วิธีคิดเพื่อบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ล้วนเป็นความรู้หรือทักษะที่เกษตรกรรุ่นนี้ไม่ได้เรียนรู้ในยุคอนาล็อกมาก่อน
“แต่เกษตรกรบางกลุ่มหัวไวใจสู้ รับความรู้และทักษะใหม่แล้วสามารถทำต่อเองได้เลย บางกลุ่มเราพยายามเข้าไปช่วยประคับประคองกันสุด ๆ แล้วก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ด้วยบริบทพื้นที่ทางการเกษตรและวัฒนธรรมของชุมชนแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องพบเจอ” พี่อ้อยกล่าว
นอกจากนี้ยังมีความรู้และทักษะขั้นสูงอีกมากที่เกษตรกรระดับชาวบ้านมองว่าเป็นเรื่องที่มีเทคนิคเฉพาะ เข้าถึงยาก และไม่เข้าใจถึงที่มาเหตุผลว่าทำไมต้องมีกระบวนการนี้มาอยู่ในวิถีเกษตร
“ผมยกตัวอย่างบางบ้านที่ปลูกกาแฟ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะไปเก็บเมล็ดกาแฟที่คล้ายลูกเชอรี่สีแดงแล้วส่งขายโดยที่ไม่รู้ว่ามีกระบวนการโพรเซสต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการกาแฟชอบเรียกว่า Wash, Dryหรือ Honey Process ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เมล็ดกาแฟขายได้ราคาสูงกว่าลูกเชอรี่ แต่เกษตรกรบ้านเรายังไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งขนาดนั้น เขาก็จะมองว่ายุ่งยาก ซับซ้อน สุดท้ายพอเอาไปขายแล้วไม่มีใครรับซื้อหรือโดนกดราคา เขาก็ไม่ปลูกกาแฟต่อแล้ว ตัดทิ้งไปเลย” ซึ่งอั้นสะท้อนว่าปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวยังเป็นโจทย์และข้อกังวลสำคัญที่ต้องการชวนรัฐมองไปข้างหน้าต่อด้วยกัน
เพราะผมยังเป็นห่วงว่าข้าวโพดจะกลับมาอีกหรือไม่
“แต่พอวันหนึ่งเมล็ดกาแฟราคาสูงขึ้น มีหน่วยงานเข้ามาให้ข้อมูล ชาวบ้านคนนั้นมาบ่นกับผมว่ารู้งี้ไม่น่าตัดต้นกาแฟทิ้งเลย”
ความน่าเสียดายนี้ได้ส่งผลให้เกษตรกรหลายคนต้องสูญเสียโอกาสต่าง ๆ จากการทำเกษตรทดแทนข้าวโพดเพียงเพราะเขาอาจยังไม่รู้หรือเข้าไม่ถึงกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทำให้ อั้น ณัฐปคัลภ์ มองว่าเป็นข้อกังวลสำคัญที่อาจเกิดช่องว่าง เพราะถ้าชาวบ้านคนนั้นตัดต้นกาแฟไปแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรแทน เขาอาจกลับไปปลูกข้าวโพดอีกครั้งหรือไม่
“ผมเชื่อว่าโอกาสที่เกษตรกรในพื้นที่จะกลับไปปลูกข้าวโพดมีน้อยมาก ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับพืชทางเลือกอื่น ๆ อย่างยางพาราที่ใส่ปุ๋ยนิดเดียว หรือมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ ผลผลิตที่เก็บมาก็พอขายได้กำไรบ้าง แต่ดีกว่าตอนปลูกข้าวโพดแน่นอน” อั้นกล่าว

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจากสำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 ที่สามารถยืนยันได้ถึงแนวโน้มและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ปลูกข้าวโพดในตำบลปอน รวมถึงฉายให้เห็นการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชทางเลือกทดแทนข้าวโพดที่หลากหลายชนิดและสามารถหนุนเสริมผลผลิตทดแทนระหว่างกันได้
สถิติพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปี 2564 – 2568
| พืชเศรษฐกิจ | ขนาดพื้นที่ (ไร่) | ||||
| ปี 2564 | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 | |
| ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ | 1,023.08 | 453.75 | 503.00 | 168.90 | 990.14 |
| ข้าว | 4,528.83 | 4,702.67 | 5,041.47 | 3,490.07 | 3,841.94 |
| มันสำปะหลัง | 6,434.41 | 7,061.17 | 6,096.53 | 3,417.22 | 2,259.63 |
| ยางพารา | 796.88 | 554.87 | 541.72 | 990.53 | 1,438.31 |
| เงาะ | 135.74 | 35.54 | 45.11 | 182.02 | 115.01 |
| ไม้สัก | 88.37 | 75.74 | 67.20 | 156.61 | 142.35 |
สถิติจำนวนครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2564 – 2568
| พืชเศรษฐกิจ | จำนวนครัวเรือน | ||||
| ปี 2564 | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 | |
| ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ | 68 | 32 | 39 | 23 | 91 |
| ข้าว | 588 | 593 | 608 | 570 | 566 |
| มันสำปะหลัง | 475 | 483 | 416 | 303 | 198 |
| ยางพารา | 72 | 61 | 57 | 93 | 118 |
| เงาะ | 30 | 12 | 12 | 26 | 30 |
| ไม้สัก | 11 | 10 | 9 | 19 | 21 |
“ทุ่งช้างเป็นอำเภอที่มีโครงการส่งเสริมการเกษตรทดแทนพืชเชิงเดี่ยวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลายโครงการได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้จากตรงนั้น ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ข้าวโพดจะไม่กลับมาเป็นไร่เชิงเดี่ยวได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าเราอาจยังเข้าไปไม่ถึงบางพื้นที่ หรือเกษตรกรบางพื้นที่พยายามเข้ามาหาเราแล้วแต่ยังไม่ถึงก็ตาม” พี่อ้อย เกษตรอำเภอทุ่งช้างอธิบายเพิ่มเติมถึงข้อมูลสถิติดังกล่าวที่สามารถชี้วัดเบื้องต้นได้ว่าโอกาสที่พืชเศรษฐกิจทางเลือกอื่น ๆ จะเข้ามาแทนข้าวโพดในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน
และจากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรบ้านเฉลิมราชเมื่อปีล่าสุด (2568) พบว่ามีเกษตรกรที่ยังคงปลูกข้าวโพดเต็มรูปแบบไม่ถึง 20ราย จากข้อมูลประชากรบ้านเฉลิมราชที่มีทั้งหมด 600กว่าคนใน 160หลังคาเรือน ซึ่งแม่หลวงกุลตั้งเป้าไว้ในอีก 3 – 5 ปีต่อจากนี้ว่า หากไม่มีปัจจัยอื่นใดมาจูงใจให้เกษตรกรกลับไปปลูกข้าวโพดอีก บ้านเฉลิมราชจะเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไม่ถึง 10 รายหรืออาจไม่มีเลยก็ได้
สิ่งที่ยากกว่าการปลูกพืชแทนข้าวโพดคือการป้องกันความเสี่ยงที่เกษตรกรจะกลับไปหาข้าวโพด เพราะระหว่างทางต่อจากนี้ที่ชาวบ้านในพื้นที่กำลังปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร รวมไปถึงการเรียกร้อง ต่อสู้ ผลักดันให้สิ่งที่ควรมีติดตัวตั้งแต่แรกอย่างโฉนดชุมชน บ้านเฉลิมราชและชุมชนอื่น ๆ ในพื้นที่ยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกมาก
โปรดติดตามตอนต่อไป
เนื้อหาที่เผยแพร่นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสื่อประชาธรรม และ IMS ภายใต้โครงการ Amplifying Indigenous Activists Voices and Countering Climate Disinformation