เมื่อคนเฮาะน่านเลิกปลูกข้าวโพด ต้นตอฝุ่นควัน ตอนที่ 2 : ยางพาราจะซ้ำรอยข้าวโพดไหม? โจทย์ใหญ่ของเกษตรทดแทนเมืองน่าน
จากความพยายามเปลี่ยนระบบเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสานของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บ้านเฉลิมราช หมู่ 8ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน แม้จะค้นพบพืชเศรษฐกิจหลายชนิดที่ปลูกแทนข้าวโพดในระยะยาวได้ แต่พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนไม่สามารถกลับไปฟื้นฟูแบบไร่หมุนเวียนได้อีกแล้ว ด้วยระยะเวลารอคอยที่นานเกินไปจนอาจกระทบต่อการเลี้ยงชีพ
ซึ่งชาวบ้านเฉลิมราชมองว่าระหว่างรอคอยการฟื้นฟูอาจมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐ กลไกราคาผลผลิต หรือภาระหนี้สินที่ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้สูญเสียทั้งพื้นที่ทำกินและอาชีพเกษตรกรไปจากชุมชน เพราะชาวบ้านเฉลิมราชถือว่าพื้นที่ทำกินเป็นสินทรัพย์มีค่ามากมายไม่แพ้เงินทอง

“วันนี้บ้านเจ้ามีชาวบ้านที่คิดเหมือนกันมากขึ้น แต่อาศัยแค่ปลูกพืชอย่างอื่นแทนข้าวโพดแล้วรอเวลาเก็บเกี่ยวยังไม่พอ เพราะความรู้หรือกระบวนการบางอย่างชาวบ้านก็ยังเข้าไม่ถึง เจ้าก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด ต้องไปเรียนรู้ทำความเข้าใจเพิ่มเหมือนกัน” ‘แม่หลวงกุล’ พิไลกุล ท้าวคาม ผู้ใหญ่บ้านเฉลิมราช พูดถึงสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันเติมเต็มในระหว่างทางต่อจากนี้ เพราะชุมชนยังต้องการแรงหนุนเสริมจากภายนอกเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับการเกษตรทดแทนข้าวโพด
ด้วยเหตุนี้ การออกไปเปิดมุมมองว่าในจังหวัดน่านยังมีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใดอีกบ้างที่คิดเหมือนกันอาจช่วยให้ชุมชนต่าง ๆ ที่กำลังปลูกพืชแทนข้าวโพดได้เห็นว่า การเกษตรของชุมชนอื่นจะหลากหลาย มีความเหมือนหรือแตกต่างกับของตนเองอย่างไร ทำแล้วประสบความสำเร็จหรือไม่ มีปัจจัยหนุนเสริมหรือเป็นปัญหาอุปสรรคใดที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น
ตี้นี่ ห้วยพ่าน
จากการสืบค้นข้อมูลและสำรวจชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณจังหวัดน่านตอนบน (เฉพาะอำเภอสองแคว เชียงกลาง ทุ่งช้าง และเฉลิมพระเกียรติ) นอกจากบ้านเฉลิมราชแล้วยังมีชุมชน บ้านห้วยพ่าน ของชาวลัวะไปร หมู่ 13ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ที่มีแนวคิดการดูแลทรัพยากรป่าในพื้นที่ชุมชนที่น่าสนใจ ด้วยที่ตั้งชุมชนอยู่ริมแม่น้ำน่าน ขนาบด้วยแนวภูเขาทั้งสองฝั่งน้ำ

“บ้านห้วยพ่านมีพื้นที่ป่ารวมแล้วประมาณ 10,000ไร่ สัดส่วนพื้นที่อยู่อาศัยมีเพียง 1 – 2% มีพื้นที่การเกษตรไม่เกิน 10% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด และพื้นที่การเกษตรเหล่านี้ส่วนใหญ่เคยเป็นไร่หมุนเวียน ก่อนเปลี่ยนเป็นสวนเกษตรผสมผสานและนาขั้นบันไดในเวลาต่อมา”

(ถ่ายภาพเมื่อเดือนมิถุนายน 2569)
‘พ่อหลวงสม’ สมบูรณ์ ใจปิง ผู้ใหญ่บ้านห้วยพ่านยังเล่าอีกว่า ระบบไร่หมุนเวียนที่บ้านห้วยพ่านหรือชุมชนอื่น ๆ ในจังหวัดน่านแทบไม่ต่างจากระบบไร่หมุนเวียนทั่วไปตามที่มีสื่อนำเสนอไปคือ มีรอบหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 5 – 7ปี แบ่งสัดส่วนพื้นที่ทำกินเป็นจำนวนแปลงตามรอบหมุนที่ได้ เช่น 7ปี 7แปลง เพื่อให้หน้าดินแต่ละแปลงมีเวลาพักฟื้นและเก็บสะสมแร่ธาตุในดินได้อย่างเพียงพอ

“เพราะพื้นที่ทำกินเราได้รับมาจากป่า ชาวลัวะมีความเชื่อเรื่องคนอยู่กับป่า ไร่หมุนเวียนกับพิธีกรรมจึงมีความสัมพันธ์กันจากความเชื่อ ทุกขั้นตอนของการทำไร่หมุนเวียนตั้งแต่แผ้วถาง เผาไร่ ใส่ข้าว ตีข้าว จึงต้องทำพิธีกรรมทั้งหมด แต่ในปีหลัง ๆ พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มหายไปบางส่วนเพราะถูกจำกัดการใช้สอยประโยชน์ด้วยข้อกฎหมาย ไร่หมุนเวียนถูกเปลี่ยนเป็นไร่ถาวร ส่งผลกระทบต่อวิถีวัฒนธรรมที่ไม่มีคนรุ่นต่อมาช่วยสานต่อ”

“ตอนผมยังเป็นเด็ก ผมสังเกตช่วง 1 – 2วันก่อนไปทำไร่ เห็นพ่ออุ้ยแม่อุ้ยหลายคนเข้าป่าแล้วเอาไม้ไผ่กลับมา ผมก็ตามไปดูด้วยความสงสัยว่าเขาเข้าไปทำอะไรกัน แล้วทำไมต้องไปตัดไม้ไผ่ ซึ่งเขานำไม้ไผ่มาสานตะแหลวและเครื่องบวงสรวงสำหรับประกอบพิธีกรรมในไร่ แต่พอมีกฎหมายเข้ามาจำกัดการทำไร่หมุนเวียน เราทำพิธีกรรมไม่ได้ ภูมิปัญญาการจักสานเหล่านี้ก็หายไปด้วยเหมือนกัน”

พ่อหลวงสมมองผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอีกว่า คนรุ่นหลังเริ่มขาดแรงจูงใจที่จะช่วยชุมชนรักษาป่าและน้ำ และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีพิธีกรรม สถานการณ์และจุดเปลี่ยนทางวิถีการเกษตรจึงไม่ต่างจากชุมชนอื่นคือ ต้องเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนเป็นไร่ถาวร และกลายเป็นช่องว่างที่พืชเชิงเดี่ยวเข้ามาในชุมชน
“จากเดิมที่เคยปลูกข้าวไร่ ก็ต้องปลูกข้าวนาปี เกี่ยวข้าวเสร็จไปปลูกข้าวโพดต่อ แต่พอปลูกได้ 1 – 2ปีเริ่มมีปัญหาราคาตกบ้าง การใช้สารเคมีบ้าง เพราะผลที่ตามมาคือดินสไลด์ที่มีสารเคมีตกค้างไหลลงมาทับพืชผลอื่น ๆ เสียหาย บางส่วนไหลลงตามลำน้ำลำห้วยก็ไปกระทบกับสัตว์น้ำที่อ่อนไหวต่อสารเคมี”
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีต่อทรัพยากรในน้ำถือเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านห้วยพ่านเลิกปลูกข้าวโพดอย่างจริงจัง เพราะนอกจากชาวบ้านห้วยพ่านจะต้องรักษาน้ำไม่ให้มีสารเคมีปนเปื้อนแล้ว ยังต้องรักษาระบบนิเวศในน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้านห้วยพ่านด้วย โดยเฉพาะปลาที่จับได้ในแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านชุมชน

“น้ำสะอาดหรือไม่สะอาดให้ดูที่ตัวปลา” พ่อหลวงสมบูรณ์อธิบายว่าถ้าปลามีแผลเป็นแสดงว่าแหล่งน้ำอาจมีสารเคมีตกค้าง แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยพบกรณีดังกล่าวในลุ่มแม่น้ำน่านบริเวณบ้านห้วยพ่าน กับอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งชี้ความสมดุลของระบบนิเวศคือ สาหร่ายที่ลอยมาจากต้นแม่น้ำน่านเป็นอาหารปลาชั้นดี เพราะปลายังช่วยทำความสะอาดให้กับน้ำด้วยการกินสาหร่าย แต่ถ้าปริมาณสาหร่ายลดลงต้องตั้งข้อสงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นที่ต้นน้ำ
“พอเราตัดสินใจเลิกปลูกข้าวโพด ก็หันมาปลูกเม็ดมะม่วงหิมพานต์เมื่อ 5 – 6ปีที่แล้ว แต่เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีข้อเสียคือไม่ได้ออกผลผลิตทุกปีเพราะต้องอาศัยน้ำจากปริมาณน้ำฝนด้วย ถ้าปีไหนฝนแล้งก็จะออกผลได้น้อยหรือไม่ออกเลย เมื่อไม่นานมานี้ก็เปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งตอนนี้เริ่มมีปัญหาปลูกแล้วเน่าเสีย”
พ่อหลวงสมจึงมองถึงข้อควรระวังของการปลูกพืชอื่นแทนข้าวโพดคือ ถ้าปลูกพืชทดแทนชนิดนั้นโดยไม่มีพืชอีกอย่างน้อย 2 – 3ชนิดมาแซม สุดท้ายภาพที่ออกมาก็ยังถูกมองว่าเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว

“อย่างตอนนี้ชาวบ้านหันมาปลูกยางพารา เป็นพืชยืนต้นที่ภาครัฐกำลังส่งเสริมให้ปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ถ้าภาพที่ออกมามีแต่ป่าต้นยาง มันก็ไม่ต่างกัน” พ่อหลวงสมบูรณ์กล่าว
“ยางพารา” จะช่วยแก้ปัญหาการเกษตรทดแทนข้าวโพดได้จริงหรือไม่
จากข้อควรระวังเรื่องการปลูกพืชทดแทนข้าวโพดของพ่อหลวงสมบูรณ์ได้นำไปสู่การพบอีกหนึ่งข้อสังเกตจากพื้นที่การเกษตรของบ้านห้วยพ่านและบ้านเฉลิมราชคือ พืชผลทดแทนข้าวโพดที่กำลังได้รับการส่งเสริมจนเป็นกระแสอย่าง “ยางพารา” มีสัดส่วนที่มากกว่าพืชผลอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งจากการประเมินด้วยสายตาเปล่าคาดว่าอยู่ที่ราว ๆ 60 – 70% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด

บ้านเฉลิมราชทดลองปลูกยางพาราบนไร่ข้าวโพดเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2565 – 2566 โดยที่ยังไม่ได้เลิกปลูกข้าวโพดในทันที เนื่องจากยางพารามีระยะเวลารอคอยอย่างน้อย 7ปีจึงจะกรีดได้ ทำให้ในระหว่างนี้ชาวบ้านใช้วิธีปลูกต้นยางพาราแซมไปกับข้าวโพดแล้วบำรุงรักษาไปพร้อมกัน เมื่อต้นยางพาราเริ่มโตขึ้นในแต่ละปี เกษตรกรจะลดปริมาณการปลูกข้าวโพดลงจนกระทั่งต้นยางพาราทั้งหมดจะโตเต็มที่แล้วเลิกปลูกข้าวโพดไปอย่างถาวร
“ภาพที่เจ้าเคยจินตนาการไว้ ต่อจากนี้อีก 5ปีข้างหน้าพืชยืนต้นเหล่านี้จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นพื้นที่ป่า แต่จะเป็นพืชยืนต้นที่ออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นยางพารา เงาะ หรือพืชผลอื่นที่กำลังรอการเติบโตก็ตาม”

แม่หลวงกุลมองถึงประโยชน์ของการปลูกยางพาราเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับป่าของชุมชน ในขณะที่พ่อหลวงสมมองถึงผลที่ตามมาในระยะต่าง ๆ เพราะยางพาราไม่ใช่พืชที่ปลูกแล้วกินได้
“ผมมองว่าการเลือกปลูกพืชผสมผสานอาจต้องประเมินความต้องการของตลาดทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพราะสถานการณ์โลกอย่างสงครามตะวันออกกลางหรือวิกฤติน้ำมันได้ทำให้เราเห็นแล้วว่า ถ้าวันหนึ่งตลาดไม่ต้องการผลผลิตจากพืชชนิดนี้แล้ว คุณจะเอาไปขายใคร”

“ดังนั้นผมจึงมองไปอีกว่านโยบายหรือโครงการส่งเสริมเกษตรต้นแบบจากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4อย่าง หรือโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ล้วนเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานที่อาจมีรายได้น้อยกว่าเกษตรเชิงเดี่ยว แต่เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะผลผลิตที่ได้นอกจากจะเก็บไว้กินเองได้แล้ว เรายังสามารถแบ่งปันให้กับชุมชนและส่งขายตามตลาดได้อีกด้วย เพียงแต่เกษตรกรอาจต้องวางแผนการแบ่งสัดส่วนเพาะปลูกให้เหมาะสมว่า ส่วนไหนปลูกไว้กินเอง ปลูกไว้ขาย หรือปลูกไว้เพื่อแปรรูป”
ความเห็นดังกล่าวของพ่อหลวงสมสอดคล้องกับคำแนะนำจาก ดร.ไกรสร ศรีสุวรรณ รองผู้จัดการปฏิบัติการ รักษาการผู้จัดการหน่วยธุรกิจ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในขณะนั้น ได้พูดถึงภาพรวมของการปลูกยางพาราในประเทศไทยว่าสามารถปลูกได้ทุกภูมิภาค เพียงแต่สภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละภาคจะชี้ให้เห็นถึงยางพาราพันธุ์ใดที่เหมาะกับภาคนี้ เช่น ปริมาณน้ำฝนระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้แตกต่างกัน พันธุ์ยางพาราที่ใช้ปลูกของทั้งสองภาคนี้อาจเป็นคนละพันธุ์กันไปด้วยตามความเหมาะสม ดังนั้น หากจะปลูกยางพาราในพื้นที่ของตนเองให้ได้ผลอย่างยั่งยืนจึงต้องศึกษาทั้งข้อดีและข้อควรระวังควบคู่กันไปอย่างเข้าใจ

“เราไม่ได้ต้องการแค่ส่งเสริมยางพาราเพื่อฟื้นฟูป่าหรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่วันนี้ตลาดยางพาราโลกโดยเฉพาะ EUDRหรือระเบียบข้อบังคับของสหภาพยุโรปว่าด้วยผลิตภัณฑ์ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าที่ต้องการผลผลิตที่มีความรับผิดชอบ เราจึงต้องบอกอีกว่ายางพาราในประเทศไทยที่ส่งออกไปปลูกในพื้นที่ที่ไม่ได้มาจากการบุกรุกทำลายป่าและต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้สารเคมีมากน้อยแค่ไหน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือไม่ ซึ่ง กยท. มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เองและส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ด้วย”
แน่นอนว่าการปลูกยางพาราตอบโจทย์เรื่องลดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดร.ไกรสร มองว่าประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริงแต่ไม่ทั้งหมด เพราะยางพาราเป็นพืชยืนต้นระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น ทำให้ประเด็นนี้ที่ยางพาราจะตอบโจทย์ได้แน่นอนคือลดการเผา ลดความเสี่ยงที่หน้าดินจะเสื่อมโทรม และเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างมีคุณภาพ
“แต่ไม่ได้หมายความว่าแปลงนั้น ๆ ที่เคยปลูกข้าวโพดต้องปลูกแค่ยางพาราอย่างเดียว เราสามารถปลูกพืชอย่างอื่นร่วมกับยางพาราได้เลย เพราะการทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ภาคเหนือตอบโจทย์เรื่องลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอยู่แล้ว การปลูกยางพาราจึงไม่ใช่การปลูกอย่างมีข้อจำกัด แต่เป็นโอกาสของเกษตรกรในภาคเหนือโดยเฉพาะบนพื้นที่สูงที่จะได้พิสูจน์ว่า นี่คือการปลูกเพื่อรักษาดินและต้นน้ำ”

เพราะ “ยางพารา” ไม่ใช่พืชที่ปลูกได้ทั่วทุกมุมโลก
จากข้อมูลสถิติเมื่อปี 2568พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการผลิตและส่งออกยางพาราสูงสุดถึง 31.7%ครองแชมป์โลกมาอย่างยาวนาน โดยประเทศที่มีอัตรารองลงมาคือ อินโดนีเซีย 20.8%และเวียดนาม 8.9% ซึ่งเป็นท็อป 3ของระดับโลกที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
ดร.ไกรสร อธิบายถึงข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก โดยครองส่วนแบ่งผลผลิตยางธรรมชาติในตลาดโลกราวร้อยละ 35 สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เชื่อมโยงกับชีวิตเกษตรกรไทยถึงกว่า 1.7 ล้านครัวเรือน
“ประเทศไทยโชคดีเรื่องภูมิศาสตร์และถือเป็นแผ่นดินทองของยางพารา เพราะยางพาราปลูกได้ตามแนวเส้นศูนย์สูตรที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 – 600เมตร ทำให้ประเทศที่ปลูกยางพาราได้ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าประเทศในทวีปอื่น เช่น บราซิล จะอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรเดียวกัน มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลที่ไม่ต่างกันและสามารถปลูกยางพาราได้ แต่ด้วยความที่อาณาเขตประเทศกว้างกว่าจึงทำให้บริหารจัดการได้ยาก”
“ความเข้าใจที่ว่า ยางพาราคืออันดับหนึ่ง ไม่ใช่ข้าว เป็นความจริงในแง่ของพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลัก แต่ในภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรปัจจุบัน ข้าว ยางพารา และผลไม้ เช่น ทุเรียน มีการสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของกลุ่มสินค้าเกษตร โดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและกลไกราคาในเวลานั้น” ดร.ไกรสร กล่าว
รักษากลไกราคาทางตลาด เพื่อป้องกันไม่ให้ยางพาราซ้ำรอยข้าวโพด
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่ค้นพบคือ ตลาดยางพาราจะรักษากลไกราคาให้มีเสถียรภาพได้อย่างไร เพราะหากมองกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worstcase Scenario)คือราคายางพาราตกต่ำจนเกษตรกรเลิกปลูกซึ่งหมายถึงการสูญเสียโอกาสของชุมชนที่ต้องการฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืนและไม่กลับไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวอีก ดร.ไกรสร จึงระบุว่าในการยางแห่งประเทศไทยมีหน่วยงานหนึ่งที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะคือ กองรักษาเสถียรภาพยาง (กรย.) ซึ่งมีหน้าที่เมื่อราคายางถูกทำให้ต่ำกว่าปกติหรือ Dumpingในภาษาเศรษฐศาสตร์ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายคือของล้นตลาด ความต้องการขาย (Supply)มากกว่าความต้องการซื้อ (Demand) กรย. จะเข้าไปรักษาเสถียรภาพไว้
“ยกตัวอย่างเมื่อปี 2565 – 2569ราคายางมีอัตราการสวิงขึ้นลงสูงมากจากความต้องการซื้อ แล้วพอเกิดภาวะสงครามและหน้ายางปิดยิ่งทำให้เกิดความต้องการซื้อสูงขึ้นไปอีกแต่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะตลาดตก เพราะจริง ๆ แล้วยางจะแบ่งเป็น 2ประเภทคือ ยางสังเคราะห์กับยางธรรมชาติ แต่ตอนนี้ยางสังเคราะห์ถูกส่งออกตลาดในปริมาณน้อยกว่าความต้องการ ยางธรรมชาติที่มาจากยางพาราจึงถูกดึงเข้าไปในตลาด ทำให้ราคาสูงขึ้นตามความต้องการซื้อ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ราคาขึ้นไปแล้วถูกฮุบแล้วราคาดิ่ง”
ดร.ไกรสร จึงยกอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปี 2540 – 2550 ที่เกิดปรากฏการณ์ราคายางพุ่งสูงขึ้นจนเกิดกระแสแห่กันปลูกยางพารา ทำให้สามารถสรุปได้ถึงบทบาทการรักษาเสถียรภาพยางของ กรย. คือการทำให้ความต้องการซื้อกับความต้องการขายสมดุลกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการหันมาปลูกหรือเลิกปลูกยางพาราที่ผิดปกติจากกลไกตลาดอย่างที่ควรจะเป็น

โจทย์ของพืชทดแทน “ข้าวโพด” จึงต้องการระบบเกษตรผสมผสานที่ “ปลูกได้ กินได้ ขายได้” และกลับมาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง
จากข้อเสนอแนะของ ดร.ไกรสร ที่ให้ปลูกพืชอย่างอื่นแซมไปกับยางพาราด้วยทำให้ค้นพบอีกว่า ทางออกจริง ๆ ไม่ใช่การปลูกพืชยืนต้นแทนข้าวโพด แต่ต้องปลูกพืชอย่างเป็นระบบและผสมผสานเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะระบบเกษตรเชิงเดี่ยวต้องพึ่งพาปุ๋ยหรือสารเคมีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องซ้ำ ๆ ทำให้หน้าดินไม่มีเวลาพักฟื้นหรือสะสมแร่ธาตุอาหารด้วยตนเอง จนอาจส่งผลให้หน้าดินเสื่อมโทรมจนเพาะปลูกได้ยากขึ้น แม้ว่าพืชเชิงเดี่ยวจะไม่ใช่ข้าวโพดก็ตาม
“พืชผลที่เจ้าปลูกแทนข้าวโพด เจ้าไม่ปฏิเสธว่าทุกวันนี้ชาวบ้านยังใช้สารเคมี แต่ใช้ในปริมาณจำกัดและใช้เฉพาะกรณีที่มีศัตรูพืช เช่น แปลง 10ไร่ เราใช้แค่ 2กิโลกรัม เพราะหากไม่ควบคุมการใช้อาจส่งผลกระทบต่อน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของชาวบ้านเฉลิมราชที่มีสารเคมีปนเปื้อน เพราะระบบน้ำประปาในชุมชนเป็นประปาภูเขา” แม่หลวงกุล บ้านเฉลิมราช พูดถึงความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในระบบเกษตรใหม่

บ้านเฉลิมราชเริ่มทดลองปลูกพืชทดแทนข้าวโพดหลายชนิดตั้งแต่ปี 2562โดยพืชบางชนิดยังต้องใช้สารเคมีช่วย บางชนิดแทบไม่ต้องใช้เลย จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (ปี 2569)ภาพรวมของบ้านเฉลิมราชเริ่มมีแนวโน้มที่พืชผลบางชนิดจะออกผลผลิตได้อย่างน้อย 4ชนิดคือ ยางพารา เงาะ ทุเรียน และส้มสีทองเมืองน่าน โดยแม่หลวงกุลคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเวลาอีกไม่เกิน 2 – 3ปีต่อจากนี้ อีกทั้งยังมีพืชผลอื่น ๆ อีกมากที่ปลูกแล้วยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน เช่น พริก หน่อไม้ฝรั่ง มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ กาแฟ โกโก้ มะม่วงเขียวเสวย ลำไย เสาวรส และมะม่วงหิมพานต์
ในขณะที่พ่อหลวงสม บ้านห้วยพ่าน มองว่าพืชผลทดแทนข้าวโพดแต่ละชนิดมีระยะเวลารอคอยผลผลิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชนมองว่าพืชชนิดใดเหมาะกับพื้นที่และระยะเวลารอคอยที่คาดหวังไว้ ชุมชนสามารถออกแบบระบบเกษตรผสมผสานได้ตามต้องการ ภายใต้แนวคิดที่ปลูกแล้วเพิ่มได้ทั้งพื้นที่ป่าและโอกาสสร้างรายได้ โดยที่พึ่งพาสารเคมีให้น้อยที่สุด และที่สำคัญคือต้องไม่ใช่ระบบเกษตรเชิงเดี่ยว
“สมมุติว่าปีนี้ปลูกกล้วย ปีหน้าก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว แต่ถ้าปลูกพืชประเภทหัวใต้ดินอย่างบุกก็ต้องรอ 1 – 2ปี หรือปลูกกาแฟต้องรออย่างน้อย 2 – 3ปีจึงจะเก็บเกี่ยวได้ แต่ที่สำคัญคือระหว่างรอคอยผลผลิต เราจะเอาตัวรอดจนถึงวันนั้นได้อย่างไร” พ่อหลวงสมกล่าว

ก่อนที่ระบบเกษตรทดแทนจะ “ปลูกได้ กินได้ ขายได้” ชุมชนต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่ถึงวันนั้น
ระหว่างทางต่อจากนี้อีกอย่างน้อย 2 – 3ปีอาจไม่ได้เร็วหรือช้าจนเกินไป แต่ในขณะที่ชาวบ้านกำลังรอคอยรายได้จากผลผลิตทดแทน รายจ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันยังคงเป็นภาระหน้าที่ที่ชาวบ้านทั้ง 2ชุมชนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถ ค่าเทอมลูก ค่ารักษาพยาบาล แล้วชุมชนจะมีแนวทางปรับตัวในระหว่างนี้อย่างไร
“นอกจากปลูกพืชผสมผสานแล้ว เราส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์ด้วย เช่น หมู ปลา เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้สม่ำเสมอไม่ขาดตอน อย่างช่วงรอคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือเว้นว่างจากการเพาะปลูกก็มีกิจกรรมท่องเที่ยวเข้ามาเสริมเป็นทางเลือกให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนได้เห็นว่า ถ้าออกไปทำงานข้างนอกก็ต่อยอดเป็นอาชีพแล้วนำกลับมาพัฒนาต่อในบ้านเราได้อย่างไร” พ่อหลวงสม บ้านห้วยพ่าน พูดถึงแนวทางการปรับตัวช่วงเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรเป็นผสมผสานเต็มรูปแบบ
“ระหว่างปรับตัวยังเป็นโอกาสที่บ้านห้วยพ่านจะได้สร้าง “เศรษฐกิจใหม่” อีกด้วย”
‘ฤทธิ์’ จักรกฤษณ์ ใจปิง คนรุ่นใหม่บ้านห้วยพ่าน มองช่วงเวลาระหว่างนี้ยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจอย่าง “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่บ้านห้วยพ่านกำลังทำอยู่ในตอนนี้โดยมีทั้งบริการที่พัก เรียนรู้วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการสำรวจธรรมชาติภายในชุมชน ซึ่งนอกจากสามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภายในชุมชนหรือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนกับคนนอกพื้นที่ได้แล้ว โจทย์ความต้องการสำคัญอย่าง “เศรษฐกิจและปากท้อง” ฤทธิ์ยังมองอีกว่าต่อไปการท่องเที่ยวโดยชุมชนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโจทย์เรื่องนี้ด้วย

“เราไม่ได้หมายความว่าการสร้างเศรษฐกิจใหม่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ทันที เพราะการเกษตรเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวบ้าน เราไม่สามารถไปตัดบทให้เขาเลิกทำการเกษตร แต่สื่อสารให้เขาค่อย ๆ ซึมซับและหาทางเลือกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เขาก็จะเห็นว่าอาชีพที่สร้างรายได้ไม่ได้มีแค่เกษตรกร แต่เรายังสามารถหยิบต้นทุนชุมชนที่มีพร้อมอยู่แล้วมาต่อยอดสร้างรายได้อีกหลายรูปแบบ เศรษฐกิจใหม่ก็จะเกิดขึ้นจากการเห็นทางเลือกที่หลากหลาย” ฤทธิ์ยังมองอีกว่าเศรษฐกิจใหม่อาจยังช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติที่มีต่อวิถีเกษตรได้อีกด้วยคือ ไม่ละทิ้งวิถีเดิม แต่หาอาชีพหรือรายได้ทางเลือกมาเติมเต็มให้วิถีเกษตรและธรรมชาติในชุมชนให้อยู่ต่อไปได้

“เพราะสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องไม่ลืมคือ รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเพียงรายได้เสริมที่ยังแก้ปัญหาปากท้องหรือภาระใช้จ่ายต่าง ๆ ได้เพียงบางจุดและภายในระยะสั้นเท่านั้น รายได้หลักที่ควรหาทางแก้ปัญหาให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนคือ การเกษตร” พ่อหลวงสม บ้านห้วยพ่าน กล่าวเพิ่มเติม

ในขณะที่แม่หลวงกุล บ้านเฉลิมราช ซึ่งยังไม่ได้เป็นชุมชนท่องเที่ยวได้มองถึงการปรับตัวภายในชุมชนว่า อาจยังถือเป็นการเอาตัวรอดเฉพาะหน้ามากกว่าการปรับตัว เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้เวลาระหว่างรอคอยผลผลิตออกไปทำงานรับจ้างทั่วไปหรือไปเป็นแรงงานต่างพื้นที่ ซึ่งยังเป็นข้อกังวลที่เกิดขึ้นในชุมชนอยู่ว่า หากชาวบ้านออกไปทำงานข้างนอกแล้วมองว่ารายได้ตรงนั้นตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าได้สม่ำเสมอกว่า เขาจะยังกลับมาเป็นเกษตรกรเมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทดแทนอยู่หรือไม่
“เพราะอาชีพอื่นในหมู่บ้านที่รองรับชาวบ้านได้คือจักสาน ซึ่งมีแต่ผู้สูงอายุที่ยังทำ แต่คนหนุ่มสาววัยแรงงานมองว่าอาชีพนี้รายได้น้อย ไม่คุ้มค่าเหนื่อย ทำแล้วจะไปขายใครถ้าไม่มีตลาดรองรับ” แม่หลวงกุลกล่าว

แม้วันนั้นมาถึง แต่ชุมชนยังต้องการ “ทางออก” ที่เป็นทางเลือกมากกว่าพืชทดแทน
ภัยพิบัติในจังหวัดน่านตั้งแต่อุทกภัย – ดินสไลด์เมื่อช่วงปี 2567 – 2568จนกระทั่งถึงช่วงวิกฤติฝุ่นข้ามแดน PM2.5ปี 2569 ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ทำให้สังคมในจังหวัดน่านตื่นตัวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะตามชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ไม่เพียงต้องต่อสู้กับการถูกกล่าวหาอย่างเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุภัยพิบัติ แต่วันนี้ที่ชาวบ้านเฉลิมราช บ้านห้วยพ่าน หรือแม้กระทั่งชุมชนอื่น ๆ ยังต้องต่อสู้กับอุปสรรคอีกมากจากความตั้งใจที่จะฟื้นฟูป่า ป้องกันภัยพิบัติ และทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอาศัยเพียงกำลังที่มีอยู่ในชุมชนอาจไม่เพียงพอที่จะทำสำเร็จได้

“รัฐไม่เพียงต้องส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจทดแทนพืชเชิงเดี่ยว แต่ต้องช่วยหาตลาดรองรับผลผลิตให้กับชุมชนด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐยังส่งเสริมไม่ถูกทาง เช่น เอาเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้ามาให้ทดลองปลูก แต่เมื่อส่งออกผลผลิตแล้วทำไมตลาดไม่รับซื้อ ถ้ารัฐส่งเสริมแล้วควรรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วย”
จากข้อเสนอแนะดังกล่าวของแม่หลวงกุล บ้านเฉลิมราช ยังมองประเด็นเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากส่งเสริมด้านการเกษตรแล้ว รัฐยังต้องส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่น เช่น การจักสานที่ต้องใช้ผลผลิตจากพืชในพื้นที่ เช่น ไผ่ หวาย ซึ่งหมายถึงการผลักดันให้แก้ไขกฎหมาย (พ.ร.บ.ป่าสงวน) เพื่อให้ชาวบ้านใช้สอยประโยชน์ผลผลิตเหล่านี้จากในป่าแทนการปลูกเพิ่ม รวมไปถึงยังต้องการงานวิจัยจากภาควิชาการเข้ามาสนับสนุนเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างชุมชนกับรัฐ เพราะที่ผ่านมาชุมชนไม่สามารถต่อรองกับรัฐเมื่อมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินหรือการใช้พื้นที่ป่า ด้วยขาดหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือได้มายืนยัน

ในขณะที่ ‘พี่อ้อย’ ภัทรนันท์ พิยะ เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้มองถึงทางออกว่านอกจากการปลูกพืชผสมผสานแล้วยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่รัฐสามารถหนุนเสริมระยะยาวได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป การตลาด การประกันราคาพืชผลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ราคารับซื้อยังต่ำ รวมถึงการเสนออาชีพทางเลือกให้ชาวบ้านในช่วงที่เว้นว่างจากกิจกรรมทางการเกษตร
“สมมุติว่าเดือนนี้ชุมชนบนพื้นที่สูงปลูกข้าวไร่เสร็จแล้วและไม่มีกิจกรรมการเกษตรอื่น ๆ แต่เดือนหน้าชุมชนบนพื้นที่ลุ่มเพิ่งได้ทำนา เกษตรกรบนพื้นที่สูงสามารถไปเป็นแรงงานภาคการเกษตรในส่วนที่ต้องการแรงงานคนให้เข้ามาช่วย หรือไปทำอาชีพชั่วคราวตามความถนัดหรือความสามารถอื่น ๆ ที่มีในระหว่างนี้ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ถอนหญ้า เกี่ยวข้าว ค่อยกลับมาตอนนั้นได้ เพราะเราอยากให้เกษตรกรมีรายได้จากช่องทางอื่น ๆ อย่างไม่ขาดตอน”

“บ้านห้วยพ่านอาจได้เปรียบกว่าชุมชนอื่น ๆ ตรงที่มีองค์กรจากภายนอกเข้ามาหนุนเสริมเรื่องการศึกษาด้วย มีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้จนเป็นหลักสูตรบูรณาการกับบริบทพื้นที่ เช่น วิชาเรียนของเด็ก ๆ ในหมู่บ้านล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าไปเรียนในป่าหรือตามลำน้ำได้เลย หรือเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็สามารถพาไปเรียนรู้ด้วยกันกับเด็ก ๆ ได้” พ่อหลวงสม บ้านห้วยพ่าน กล่าว
การปรับตัวของบ้านห้วยพ่านจึงเป็นการนำศาสตร์หรือองค์ความรู้ต่าง ๆ จากทั้งภายในและภายนอกมาประยุกต์ใช้จนเกิดความเข้าใจใหม่อย่างที่พ่อหลวงสมกล่าว เพราะการปรับตัวดังกล่าวยังได้นำไปสู่การค้นพบแนวทางการอนุรักษ์ป่าที่ไม่ได้มีเพียงการดูแลป่าโดยตรง แต่ยังใช้ระบบการศึกษาแบบบูรณาการและกิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนเข้าไปช่วยทั้งอนุรักษ์ป่าและเป็นทางเลือกทดแทนพืชเชิงเดี่ยวได้มากกว่าการทำเกษตร

“ถ้าชุมชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนและยังพยายามหาทางออก สร้างทางเลือกใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จังหวัดน่านจะมีโอกาสที่ไร่ข้าวโพดลดลงต่อเนื่อง แต่ในเมื่อทางออกที่ต้องการไม่สามารถไปต้านทานระบบได้ เราจึงทำได้ดีที่สุดคือค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน จากไร่ข้าวโพดเต็มระบบให้ลดสเกลการปลูกลงจนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงชาวบ้านเกษตรกรที่กำลังปรับเปลี่ยน ฝั่งผู้ประกอบการรับซื้อเองก็ปรับตัวตามด้วยเหมือนกัน”

“อย่างเมื่อก่อนแถวบ้านผมมีล้งข้าวโพด 2เจ้า ตอนนี้ไม่เหลือเลย เจ้าหนึ่งปิดกิจการเพราะไม่มีคนเอาข้าวโพดมาส่ง ส่วนอีกเจ้าหนึ่งหันไปทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รับซื้อยางพาราหรือมันสำปะหลังแทน” อั้น ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว นักวิจัยอิสระในจังหวัดน่าน พูดทิ้งท้ายถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวจากทั้งฝั่งเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อที่อาจนำไปสู่ความหวังที่จะลดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในจังหวัดน่านลง แม้ว่าการเลิกปลูกข้าวโพดอาจยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาเหตุปัญหาทั้งหมดก็ตาม
แต่อย่างน้อยที่สุดอคติแบบเหมารวมจาก “ข้าวโพด” อาจถูกส่งต่อและผลิตซ้ำในจังหวัดน่านน้อยลง.