เมื่อถึงฤดูแล้งที่มาพร้อมกับฝุ่นควันพิษที่ลอยคลุ้งปกคลุมทั่วผืนฟ้า และคลื่นความร้อนท่ามกลางภาวะโลกที่กำลังเดือดพล่าน สังคมมักเฝ้ามองหาจำเลยเพื่ออธิบายความโหดร้ายของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น และบ่อยครั้งที่นิ้วมือแห่งการกล่าวโทษมักชี้เล็งไปบนยอดเขา พร้อมกับ “มายาคติ” เดิมๆ ที่ถูกผลิตซ้ำมาเนิ่นนานว่ากลุ่มชนชาติพันธุ์คือผู้บุกรุก คือผู้ถางป่า และเป็นต้นตอของเปลวไฟที่พรากความชุ่มชื้นไปจากแผ่นดิน
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจของบ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายคือหมู่บ้านที่มียังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ ขณะที่พื้นที่ๆ ป่าบริเวณใกล้เคียงถูกทำลาย เมื่อเราผ่านเข้าไปในหมู่บ้านนี้สิ่งแรกที่จะสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ “ความเย็น” ที่แตกต่างจากพื้นที่ภายนอกอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลจากเอกสาร ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่าหมู่บ้านห้วยหินลาดในเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ มีความสูง ระดับน้ำทะเล 800-900 เมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นเขตต้นน้ำของลําห้วย มากกว่า 14 สาย อยู่ในแนวเขตป่าดิบชื้น มีอากาศเย็นตลอดทั้งปีเนื่องจากป่าที่อยู่รอบๆ หมู่บ้านชาวบ้านมีการอนุรักษ์และดูแลอย่างดี ผ่านประสบการณ์มาหลายยุคสมัยตั้งแต่ยุคสัมปทานทำไม้ มาถึงยุคพืชเชิงเดี่ยวที่ชุมชนสามารถรักษาพื้นที่ป่าไม้ไว้ได้ ป่าชุมชนที่ชุมชนดูแลจึงอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่อื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง จนเป็นต้นแบบของการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศได้แก่รางวัล United Nations Forest Hero Award มอบให้กับปรีชา ศิริ ผู้นำชุมชนในปี 2556 รางวัลลูกโลกสีเขียวปี 2548 และรางวัลชุมชนต้นแบบระดับอาเซียน
ลักษณะภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ 1) ฤดูร้อนจะเริ่ม ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนจัดในเดือนเมษายน อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 – 35 องศาเซลเซียส 2) ฤดูฝนจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึง เดือนตุลาคม อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส และ3) ฤดูหนาวจะเริ่มต้นประมาณเดือน พฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม ด้วยบทริบทพื้นของหมู่บ้านหินลาดในอยู่ท่ามกลางระบบนิเวศที่ เต็มไปด้วยต้นไม้ ปุาไม้ ภายในฤดูนี้จึงส่งผลให้อุณหภูมิในบางปีต่ำ ลงประมาณ 4-25 องศาเซลเซียส
ห้วยหินลาดใน โอเอซิสแห่งชีวิตและวิถีวนเกษตร
ลึกเข้าไปในอ้อมกอดของขุนเขาจังหวัดเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ที่สวนทางกับความแห้งแล้งภายนอกอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ผู้คนบนพื้นที่ราบกำลังทุรนทุรายจากเปลวแดด อากาศที่นี่กลับเย็นสบายและชุ่มชื้นตลอดทั้งปี ความลับของพวกเขาไม่ใช่เวทมนตร์ดลบันดาล แต่คือภูมิปัญญาที่ตกผลึกผ่านกาลเวลานับร้อยปีชุมชนแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ที่ตั้งรกรากมายาวนานกว่า 130 ปี โดยคำว่าปกาเกอะญอ แปลว่า “คน” ผู้มีความผูกพันกับผืนป่าอย่างลึกซึ้ง ชื่อหมู่บ้าน “ห้วยหินลาดใน” มาจากลักษณะภูมิประเทศที่มีลำห้วยไหลผ่านลานหินลาดชันในผืนป่า วิถีดั้งเดิมของพวกเขาคือการทำเกษตรแบบ “คึ๊” (Ku) หรือไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบนิเวศเกษตรหมุนเวียนพื้นที่ทำกินเพื่อให้ป่าและดินได้หยุดพักฟื้นตัวตามธรรมชาติพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่นี่ ไม่ได้ปฏิเสธการพึ่งพาทรัพยากร แต่พวกเขามีศิลปะอันแยบยลในการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นให้สอดรับกับทิศทางลม ใช้วัสดุจากป่าเพื่อระบายความร้อน แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างบ้าน คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง ผ่านวิถี “วนเกษตร”
การทำวนเกษตรของพวกเขา คือการปลูกพืชอาหารและพืชหล่อเลี้ยงชีพ ภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ พวกเขาปล่อยให้ป่าได้ทำหน้าที่เป็นหลังคาคุ้มภัยตามธรรมชาติ ใบไม้ที่ร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยบำรุงผืนดิน รากไม้ใหญ่ช่วยอุ้มน้ำและกักเก็บความเย็น ระบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คน แต่ยังทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของพื้นผิวดินได้อย่างมหาศาล
จุดเริ่มต้นของการทำวนเกษตรอย่างจริงจังของชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน เกิดขึ้นจากผลกระทบในช่วงหลังปี พ.ศ. 2530 เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตป่า วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอจึงผูกพันกับการทำ “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ต้องใช้พื้นที่และปล่อยเวลาให้ดินและป่าได้พักฟื้น ทว่าภายหลังรัฐได้มีการประกาศแนวเขตป่าสงวนทับซ้อนพื้นที่ที่ชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียนถูกจำกัดอย่างหนักจนเกิดปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ชุมชนจึงต้องมองหาทางรอดด้วยการปรับตัวมาทำ “วนเกษตร” อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการทำสวนชาในระบบนิเวศป่า นำชาพันธุ์อัสสัมดั้งเดิมมาปลูกให้เติบโตใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ตามธรรมชาติโดยไม่ต้องถางป่า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ทำกินจำกัด และเป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่าคนสามารถดูแลป่าและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
พะตีปรีชา ศิริ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งห้วยหินลาดใน และได้รับรางวัล United Nations Forest Hero Award ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการปรับตัวในครั้งนั้นเอาไว้ว่าการทำวนเกษตรของพวกเขา คือการปลูกพืชอาหารและพืชหล่อเลี้ยงชีพ ภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ พวกเขาปล่อยให้ป่าได้ทำหน้าที่เป็นที่คุ้มภัยตามธรรมชาติ ใบไม้ที่ร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยบำรุงผืนดิน รากไม้ใหญ่จะช่วยอุ้มน้ำและกักเก็บความเย็น ระบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คน แต่ยังทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของพื้นผิวดินได้อย่างมหาศาล
พะตีปรีชากล่าวว่ามนุษย์ไม่ใช่เจ้าของป่า แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ป่าคือแหล่งอาหาร คือตลาดแห่งชีวิต “ถ้าเราเผามันทิ้ง เราจะเอาอะไรกิน” ปรัชญาเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนี้ สะท้อนผ่านการจัดการเชื้อเพลิงตามธรรมชาติ การทำแนวกันไฟ และการให้ผืนดินได้พักฟื้น ห้วยหินลาดในจึงกลายเป็นป้อมปราการสีเขียวที่รอดพ้นจากวิกฤตไฟป่ามาได้เสมอ
นวัตกรรมสังคมที่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้าน ผศ.ดร. มาลี สิทธิเกรียงไกร นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าการมองกลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นผู้ทำลายป่านั้น เป็นมุมมองที่คับแคบและตัดสินคนอื่นอย่างผิวเผิน โดยอ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาของศูนย์วนเกษตรโลก (World Agroforestry Centre – ICRAF) ระบุว่า พื้นที่วนเกษตรที่มีเรือนยอดไม้สลับซับซ้อน สามารถช่วยลดอุณหภูมิบริเวณผิวดินได้สูงสุดถึง 10-20 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว นอกจากนี้ กระบวนการคายน้ำของต้นไม้ใหญ่ และการสร้างร่มเงา ยังช่วยลดอุณหภูมิของอากาศในระดับจุลภาคลงได้อีก 2-5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าป่าชุมชนคือเกราะป้องกันคลื่นความร้อนที่ทรงพลังที่สุด
ผศ.ดร. มาลี สิทธิเกรียงไกรกล่าวว่าการที่เราไปมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์คือผู้ทำลายป่าเป็นมุมมองที่คับแคบและตัดสินคนอื่นอย่างผิวเผินมาก เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านห้วยหินลาดในกำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในการรักษาระบบน้ำซับน้ำซึม การจัดการป่าชุมชน หรือการทำวนเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่า สิ่งเหล่านี้แหละคือ ‘นวัตกรรมทางสังคม’ ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อนในตอนนี้
“แทนที่เราจะไปใช้อำนาจกดทับเขา เราควรจะต้องไปเรียนรู้จากเขา” ในฐานะที่ชาวบ้านเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งผืนป่าจริงๆ เวลาที่เราลงพื้นที่มาศึกษาจริงๆ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากว่า ผืนป่าที่ได้รับการดูแลโดยชุมชนท้องถิ่นอย่างที่ห้วยหินลาดใน มักจะมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงกว่าป่าที่ไม่มีคนดูแลเสียอีก องค์ความรู้ของพวกเขาในการรักษาระบบน้ำซับน้ำซึม และวิถีการทำวนเกษตรที่ปล่อยให้ป่าได้พักฟื้น มันคือนวัตกรรมทางสังคมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกในเวลานี้ ดังนั้นสังคมควรเลิกมองพวกเขาผ่านมายาคติเดิมๆ เราควรต้องหันมาเรียนรู้จากพวกเขา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแห่งผืนป่าที่แท้จริง
ขณะที่โลกกำลังทุรนทุรายจากวิกฤตความร้อน คนที่มักถูกสังคมเมืองหมางเมินและตราหน้าว่าเป็นผู้กระทำผิด กลับเป็นผู้ที่คอยซ่อมแซมลมหายใจของโลกอย่างเงียบเชียบ ต้นไม้ทุกต้นที่พวกเขาปกป้อง ดินทุกกำมือที่พวกเขาดูแลได้กลายมาเป็นเกราะกำบังทางความร้อนให้กับพวกเราทุกคน
บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ ได้พาเรามาก้าวข้ามเส้นแบ่งของความไม่รู้ และพังทลายมายาคติเดิมๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น เพราะความจริงที่กระจ่างชัดอยู่ตรงหน้าก็คือ พวกเขาคือวิศวกรความเย็นที่แท้จริง ผู้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นและต่อลมหายใจให้กับระบบนิเวศ เพื่อให้มนุษยชาติยังคงมีบ้านที่ร่มเย็นให้พักพิงต่อไป.
เนื้อหาที่เผยแพร่นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสื่อประชาธรรม และ IMS ภายใต้โครงการ Amplifying Indigenous Activists Voices and Countering Climate Disinformation