/
บทความ/
สภาลมหายใจ ชม. เปิดสภาสิทธิการเดินทางครั้งแรก ร่วมขับเคลื่อนขนส่งฯ คาร์บอนต่ำ – ปลอดภัย เป็นธรรม มีมาตรฐาน
สภาลมหายใจ ชม. เปิดสภาสิทธิการเดินทางครั้งแรก ร่วมขับเคลื่อนขนส่งฯ คาร์บอนต่ำ – ปลอดภัย เป็นธรรม มีมาตรฐาน
กองบรรณาธิการประชาธรรม
2 มีนาคม 2569
อ่าน 3 นาที

18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เทศบาลเมืองแม่เหียะ จ.เชียงใหม่ ที่ผ่านมา ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสภาสิทธิการเดินทาง สภาลมหายใจเชียงใหม่ จัดเวทีเปิดสภาสิทธิการเดินทาง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ที่ปลอดภัย เป็นธรรม มีมาตรฐาน” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ 7 หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 30 คน เข้าร่วมนำเสนอปัญหาและข้อเสนอ
เวทีครั้งนี้มีเป้าหมายสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่ปลอดภัย เป็นธรรม และครอบคลุม
สภา อบจ.เชียงใหม่ อนุมัติ 350 ล้าน ซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 34 คัน

นับจาก 9 วันหลังจากเวทีสภาสิทธิการเดินทาง ข้อเรียกร้องเรื่องขนส่งสาธารณะก็เริ่มเห็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ในการเปิดประชุมสภา อบจ.เชียงใหม่ สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2569 ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 350,000,000 บาท เพื่อจัดซื้อรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าปรับอากาศ (EV Bus) จำนวน 34 คัน เดินหน้ายกระดับระบบขนส่งสาธารณะสู่เมืองทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งเป็นครั้งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ กับรถเมล์ไฟฟ้าที่ออกแบบเส้นทางเชื่อมเมืองรอบด้าน ครอบคลุมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเส้นทางจะเชื่อมโยงทั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ
รถเมล์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นรถชานต่ำ สามารถรองรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้วีลแชร์ ความยาวตัวรถ 7.6–9 เมตร ทำให้มีความคล่องตัวเหมาะกับสภาพถนนในเมือง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แรงบิดสูงสุดไม่น้อยกว่า 2,000 นิวตันเมตร
โครงการนี้จะประกอบด้วยป้ายรถเมล์ 143 จุดกระจายทั่วเชียงใหม่ตามเส้นทางให้บริการ ติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้า 8 เครื่องที่สถานีขนส่งอาเขต 2 พร้อมศาลาพักคอยและจุดรอรถรวม 15 แห่ง และมีห้องควบคุมการเดินรถ (Command Room) 1 แห่ง สำหรับบริหารจัดการให้บริการแบบเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยี Fleet Management System ที่ติดตามควบคุมและบริหารเส้นทางเดินรถแบบเรียลไทม์ พร้อม Mobile Application สำหรับผู้ใช้บริการ เพื่อให้สะดวกต่อการวางแผนการเดินทาง
การขับเคลื่อนรถเมล์ไฟฟ้านี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมิติใหม่ของการเดินรถ เป็นการเปลี่ยนต้นทุนชีวิตของคนเชียงใหม่ให้ดีขึ้นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่ลดลงจากค่าโดยสารเพียง 20 บาทตลอดสาย ความคุ้มค่าด้านเวลาที่สามารถวางแผนการเดินทางได้จากระบบติดตามแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน และที่สำคัญคือการลดมลพิษทางอากาศ เพราะรถ EV ใช้ไฟฟ้า 100% ไม่มีไอเสียจากท่อไอเสีย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น และค่าฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของเชียงใหม่จะลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีกล้อง CCTV และระบบตรวจจับพฤติกรรมคนขับ เชื่อมต่อศูนย์ควบคุมตลอดเวลา ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนน
เชียงใหม่โต แต่ขนส่งสาธารณะไม่โตตาม?

ย้อนกลับไปที่เวทีสภาสิทธิการเดินทางเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ลักขณา ศรีหงส์ ตัวแทนจากสภาลมหายใจเชียงใหม่ ในฐานะผู้ขอเปิดสภา ได้นำเสนอข้อมูลจากการจัดเวทีระดมความเห็นกับกลุ่มต่าง ๆ ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ทั้งภาควิชาการ ผู้ประกอบการ เครือข่ายชุมชนเมือง กลุ่มจักรยาน ผู้สูงอายุ เยาวชน ผู้พิการ และชาวต่างชาติผู้พำนักในเชียงใหม่
ลักขณาชี้ว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ช่วงมกราคม-ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 9.3 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 87,738 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2562-2567) มีรถจดทะเบียนส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นถึง 2.9 ล้านคัน ทั้งที่ถนนในตัวเมืองไม่สามารถขยายได้อีกแล้ว ส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด มลพิษ PM2.5 จากยานพาหนะ อุบัติเหตุบนท้องถนน และคุณภาพชีวิตที่ถดถอย
“ถ้าให้คะแนนโครงสร้างพื้นฐานเชียงใหม่จากร้อยคะแนน ขออนุญาตให้แค่ 40 คะแนน มันยังไม่ถึงสิ่งที่ควรจะเป็น ถนนขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีป้ายบอก อาศัยโชคชะตากันไปวัน ๆ” ลักขณากล่าว
ลักขณายังระบุว่า จากการสำรวจพบว่าเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเมืองที่ขาดขนส่งสาธารณะตามหลักวิชาการ แต่เป็น “ขนส่งส่วนบุคคลที่ให้บริการในเชิงสาธารณะ” ไม่ว่าจะเป็นรถสองแถว Grab หรือ Bolt ซึ่งไม่มีเส้นทางสวัสดิการ ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน และไม่ครอบคลุมผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม
ลักขณายังได้เล่าถึงเสียงสะท้อนจากเวทีระดมความเห็นว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนที่ได้สัมผัสกับระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่มักรู้สึกว่า “เชียงใหม่เป็นเมืองที่น่ารัก แต่เดินทางยาก” โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ที่ต้องพึ่งพาบริการสาธารณะ กลับพบว่าไม่มีระบบที่เชื่อถือได้ ไม่มีตารางเวลาที่แน่ชัด และไม่มีป้ายรถเมล์ที่ชัดเจนว่ารถจะมาเมื่อไหร่ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลถึงผู้อยู่อาศัยในเชียงใหม่โดยตรง โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีทางเลือกนอกจากรถจักรยานยนต์
เสียงจากทุกภาคส่วนผ่าน 5 ข้อเสนอหลัก

จากการรวบรวมความเห็นของเครือข่ายภาคประชาชนหลายกลุ่ม สภาสิทธิการเดินทางได้สรุปข้อเสนอ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. แผนแม่บทขนส่งสาธารณะที่เป็นแผนเดียวกัน ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำ รวมถึงภาคประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ และมีกลไกติดตามผลการดำเนินงาน ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างศึกษาในบริบทของตัวเองโดยไม่เชื่อมกัน ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ต่างก็มีแผนของตัวเอง ทั้ง อบจ. เทศบาล กรมการขนส่งทางบก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แต่ไม่มีแผนเดียวที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและขาดการบูรณาการ
2. ความปลอดภัยและการจราจร ลดความเร็วในเขตเมืองและชุมชนไม่เกิน 30 กม./ชม. เพื่อลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ที่มักฝ่าฝืนกฎจราจร คนขับรถบริการสาธารณะควรมีจิตบริการที่เป็นมากกว่าใบขับขี่ และมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับข้อมูลสถิติอุบัติเหตุที่พบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีอัตราอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภาคเหนือ
3. โครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ ปรับปรุงถนน ทางเท้า ฟุตบาท ให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมการเดินและการปั่นจักรยาน แก้ปัญหาจุดจอดจักรยานในตัวเมือง มีแสงสว่างและป้ายเตือนที่เพียงพอ รวมถึงออกแบบพื้นที่ให้รองรับผู้พิการและผู้สูงอายุตามหลัก Universal Design ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ในตัวเมืองเชียงใหม่มีฟุตบาทที่ชำรุด มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น ทำให้ผู้ใช้รถเข็นและผู้สูงอายุต้องลงไปเดินบนถนนร่วมกับรถยนต์ เสี่ยงต่อชีวิตและร่างกาย
4. ข้อมูลและการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับตัวเลขด้านความปลอดภัย วิเคราะห์แหล่งที่มาของฝุ่นจากยานพาหนะ นำข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีในการจับพฤติกรรมผู้ใช้บริการและบริหารเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลเรื่อง PM2.5 ที่ไม่ได้กระทบแค่การเดินทาง แต่กำลังลดทอนคุณภาพชีวิตของเราทุกคน
5. พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ มีราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม บัตรนักเรียน บัตรนักท่องเที่ยว ระบบเชื่อมต่อ จุดจอดแล้วจร (Park & Ride) ป้ายรถเมล์ที่รองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึง Bus Lane เพื่อให้รถเร็วและตรงเวลา สิ่งสำคัญคือระบบทั้งหมดต้องเชื่อมต่อกัน ไม่ใช่ต่างระบบต่างเดิน ผู้โดยสารต้องสามารถเปลี่ยนจากรถเมล์ไปรถรางหรือจักรยานได้อย่างไร้รอยต่อ
อบจ.เชียงใหม่ เดินหน้ารถเมล์ไฟฟ้า EV Bus เส้นทางนำร่อง

สมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวในเวทีสภาสิทธิการเดินทางว่า อบจ.เชียงใหม่ได้รับอนุญาตสัมปทานเดินรถ 2 สาย คือสาย 18 (สถานีขนส่งอาเขต-อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย) และสาย 20 (สถานีขนส่งอาเขต-โรงพยาบาลนครพิงค์) โดยเป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ชานต่ำรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ขนาดไม่น้อยกว่า 20 ที่นั่ง
รถเมล์ไฟฟ้าดังกล่าวจะมีเทคโนโลยีครบครัน ทั้งกล้องวงจรปิดรอบคัน ระบบติดตามแบบเรียลไทม์ แอปพลิเคชันสำหรับผู้โดยสาร และระบบจัดการเดินรถที่ทันสมัย ค่าโดยสารเบื้องต้นคาดว่าอยู่ที่ 20 บาทตลอดสาย โดยผู้พิการ ผู้สูงอายุ และนักเรียนจะมีอัตราพิเศษ
นอกจากนี้ อบจ.ยังวางแผนพัฒนาจุดจอดแล้วจร (Park & Ride) 4 จุด ได้แก่ ลานจอดศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ลานตรงข้ามโรงพยาบาลนครพิงค์ ลานจอดสวนรถไฟ และลานจอดสวน 82 พรรษา พร้อมป้ายรถเมล์แบบตู้ติดแอร์ (Zero Clean Room) ที่มีระบบฟอกอากาศ PM2.5 จำนวน 10 จุด เพื่อให้ผู้โดยสารรอรถในสภาพอากาศที่สะอาดและปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝุ่นของเชียงใหม่
รถรางไฟฟ้า Chiang Mai Tram by Lannatique จากภาคเอกชน

ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน บริษัท AWC ได้นำเสนอโครงการรถรางไฟฟ้า “Chiang Mai Tram by Lannatique” เป็นรถไฟฟ้า 100% ขนาด 12 ที่นั่ง จุคนได้สูงสุด 25 คน วิ่งให้บริการ 2 เส้นทางรอบคูเมือง ได้แก่ สายเวียงหลวง (12.4 กม. 36 นาที/รอบ) และสายเวียงแก้ว (9.1 กม. 25 นาที/รอบ) ให้บริการเวลา 10.00-21.00 น. ออกทุก 15 นาที ค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวันประมาณ 100 บาท ชำระด้วย QR Code

โครงการนี้มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญรอบคูเมืองเชียงใหม่ เช่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ ประตูท่าแพ และย่านการค้าสำคัญ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางที่ไม่ใช้น้ำมันและไม่สร้างมลพิษ ซึ่งจะเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
3 ทศวรรษนับหนึ่งใหม่ หวังครั้งนี้ต้องเอาจริง

อนันต์ แสงบุญ ประธานสภาผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเปิดสภาว่า เชียงใหม่มีแผนขนส่งสาธารณะมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่เห็นรูปธรรม โดยตนเพิ่งไปงาน Policy Watch ที่รัฐสภา พบว่ามี 17 จังหวัดทั่วประเทศที่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ แต่รายชื่อเชียงใหม่กลับไม่อยู่ในนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงระบบขนส่งสาธารณะของเชียงใหม่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
“ไม่ว่าเราจะนับหนึ่งอีกสักกี่ครั้ง เสียงของเราต้องดังขึ้น มีความหมายมากขึ้น ที่จะส่งผลต่อรูปธรรมในการขับเคลื่อน” อนันต์กล่าว
อนันต์ยังเน้นย้ำว่า สิ่งที่ต่างจากครั้งก่อน ๆ คือครั้งนี้ภาคประชาชนไม่ได้แค่เรียกร้อง แต่มีข้อมูล มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม และมีกลไกสภาสิทธิการเดินทางเป็นเวทีที่ทำให้เสียงของทุกภาคส่วนมีพื้นที่ มีน้ำหนัก และสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การอนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทจากสภา อบจ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเสียงของภาคประชาชนเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายภาคประชาชนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่างบประมาณนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อข้อเสนอจากสภาสิทธิการเดินทางอย่างแท้จริงหรือไม่.
แชร์บทความ