สถานการณ์ฝุ่น-ไฟประจำปี 2569 ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงไป ท่ามกลางอคติและข้อกล่าวหาที่ทวีความรุนแรงต่อชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า ไม่ใช่เพียงมุมมองของสังคมเท่านั้นที่ถูกหล่อหลอมให้เกิดมุมมองแง่ลบต่อการใช้ไฟ ทำสงครามกับไฟจนเหมือนผู้ใช้ไฟกลายเป็นอาชญากร มาตรการทางกฎหมายเองก็เปลี่ยนให้คนใช้ไฟในพื้นที่ป่าเป็นอาชญากรเช่นกัน โดยภาครัฐได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อการใช้ไฟ ภายใต้แนวคิด “เผาป่า = ติดคุก” โดยย้ำถึงการจับกุมจริง ไม่ผ่อนปรน พบการกระทำผิดจะถูกนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีทันที มาตรการดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น “ขั้นเด็ดขาด” ไม่มีการตักเตือนล่วงหน้า สะท้อนถึงความจริงจังของรัฐในการควบคุมการใช้ไฟของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ป่า ความเข้มข้นทางการใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้ในช่วงตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่โดนจับคุมและได้รับโทษถึง 37 ราย จากการใช้ไฟในเขตป่าของจังหวัดเชียงใหม่ คำถามคือ เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการใช้กฎหมายเหล่านี้

ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 อธิบดีกรมควบคุมมลพิษประกาศมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งและกำหนดเขตควบคุมระดับจังหวัด พร้อมสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การเผาในพื้นที่ป่า เกษตร และพื้นที่โล่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ สูงสุดถึงจำคุก 20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท มีการจับกุมผู้กระทำผิดหลายรายและเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ควบคู่กับการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนและติดตามผู้ก่อไฟ โดยผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มชายขอบ ซึ่งบางกรณีใช้ไฟเพื่อเผาขยะ เพื่อสะท้อนถึงปัญหากฎหมายดังกล่าว วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับ ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีเสวนาเพื่อพูดคุยกันในประเด็นกฎหมายนี้ โดยเชิญหลากหลายภาคส่วน ทั้งตัวแทนชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เจ้าหน้าท่ีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งในผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 2561-2563 โดยมีข้อถกเถียงและข้อกังวลสำคัญ คือ กฎหมายที่บังคับใช้อย่างเคร่งครัดและการจับกุมผู้เผาทันที ประกอบกับโทษที่รุนแรงนั้น ยุติธรรมหรือไม่ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงฝุ่นควันคือ ชาวบ้านเผาหนึ่งครั้งรับโทษหนักและถูกประจาน แต่อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษได้ตลอดทั้งปี
ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมอยู่ตรงไหน และกฎหมายเป็นธรรมหรือไม่ สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน นักกฎหมายคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตอบคำถามนี้ด้วยการอธิบายว่ามาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์ 5 มาตรการ กฎหมาย 11 ฉบับ และประกาศกระทรวง 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเผาและการจับกุม โดยในแต่ละมาตรการเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด
สิริพัทธ์ ให้ข้อมูลว่า “มีพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 11 ฉบับ โดยในส่วนของกฎหมายป่าไม้ กำหนดให้การกระทำใดๆ ที่เข้าข่ายทำลายป่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเรื่องการพิสูจน์ความผิด โดยเฉพาะกรณีการกระทำที่เกินพื้นที่ 25 ไร่ ซึ่งอาจส่งผลให้โทษหนักขึ้น (โทษระบุจำคุก 4-20 ปี และ/หรือปรับตั้งแต่ 2 แสน ถึง 2 ล้านบาท) ส่วนกรณีที่เกิดเหตุในพื้นที่ป่าสงวน อาจเข้าข่ายความผิดซ้ำซ้อนหรือได้รับโทษเพิ่มขึ้น ขณะที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แม้โทษอาจเป็นเพียงจำคุกหรือปรับ แต่ระดับโทษจะสูงขึ้นหากการกระทำนั้นเกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ”
ที่น่าสนใจคือ นี่คือความเคร่งครัดของกฎหมายต่อคนที่ใช้ไฟรายบุคคล ขณะที่การเผาไหม้และการก่อมลพิษของอุตสาหกรรมนั้น กลับไม่ได้มีการลงโทษและจับกุมโดยทันที “ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมยึดระบบการกำกับดูแลตนเอง (self-monitoring) โดยอิงตามมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีการว่าจ้างผู้จัดการสิ่งแวดล้อม ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษ และผู้ตรวจสอบจากภาคเอกชน เพื่อจัดทำและส่งข้อมูลรายงานให้หน่วยงานรัฐ แตกต่างจากกรณีความผิดในภาคป่าไม้ที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจจับกุมได้ทันทีตามกฎหมาย หากประชาชนต้องการร้องเรียนอุตสาหกรรมจะมีขั้นตอนคือ เริ่มจากการร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก่อนที่หน่วยงานท้องถิ่นจะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษนั้นก็ไม่ได้มีอำนาจสั่งระงับหรือสั่งปิดโรงงานโดยตรง” สิริพัทธ์ กล่าว ดังนั้นจึงหมายความว่า หากอุตสาหกรรมมีการก่อมลพิษ เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่สามารถยุติการทำงานของอุตสาหกรรมได้ทันทีเหมือนกับกรณีการใช้ไฟของประชาชน
สิริพัทธ์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่า “การออกกฎหมายและการดำเนินการจับกุมชาวบ้านที่เผา ขัดแย้งกันกับสิทธิชุมชนของประชาชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่” เนื่องจากบางกรณีชาวบ้านมีความจำเป็นในการใช้ไฟเพื่อกำจัดเชื้อเพลิงจากใบไม้แห้งในป่า การจุดไฟเพื่อชนไฟก่อนที่ไฟจะลามเข้าที่ชุมชนหรือพื้นที่เกษตร นอกจากนี้ ไฟยังถูกใช้ในกิจกรรมเศรษฐกิจระดับชุมชน เช่น การเก็บเห็ดถอบ และของป่า โดยหลายหมู่บ้านมีการขออนุญาตใช้ไฟผ่านระบบบริหารจัดการไฟของจังหวัด อีกทั้งการใช้ไฟในระบบไร่หมุนเวียนก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีเกษตรยั่งยืนของกลุ่มชาติพันธุ์

ปัญหามลพิษทางอากาศของเชียงใหม่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมยาวนานกว่า 20 ปี และไม่ได้มีสาเหตุจากการเผาในพื้นที่โล่งอย่างป่าและเกษตรกรรมเท่านั้น ขณะที่ผู้ก่อมลพิษระดับอุตสาหกรรมนั้นยังไม่มีการรับโทษในระดับเดียวกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มาตรการทางกฎหมายชุดใหม่นี้และการบังคับใช้อย่างเข้มงวดเป็นธรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพียงใด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นตอได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามสำคัญระหว่างที่ประชาชนกำลังรอลุ้นให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดผ่านการพิจารณาอีกครั้งภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งกลไกสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้คือการยึดหลักการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับอย่างโปร่งใสของอุตสาหกรรมเกษตร อันจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากต้นทางอย่างแท้จริง

คดีในพื้นที่ป่าเชียงใหม่ 22 คดี ยาแรงหรือความรุนแรงที่สูญเปล่า
ข้อมูลจากจังหวัดเชียงใหม่ได้สรุปผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนกระทำการผิดตามประกาศห้ามเผาของจังหวัด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 29 เมษายน 2569 ระบุว่า มีการจับกุมทั้งหมด 240 คดี โดยมีผู้ต้องหา 257 ราย โดยสัดส่วนที่มากนั้นคือการจับกุมเนื่องจากเผาริมทาง (จำนวน 212 คดี) และมีคดีที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าไม้รวมป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ 22 คดี 37 ราย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินคดี หรือกระทั่งให้รางวัลนำจับสูงถึง 10,000 บาท แต่จุดความร้อนและพื้นที่เผากลับมีปริมาณมาก โดยมีจำนวนสูงสุดในเดือนเมษายน จำนวนกว่า 5,748 จุด (ข้อมูล: Gitsda วันที่ 26 เมษายน)
อย่างไรก็ตาม จุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม่ได้สะท้อนระดับความรุนแรงของมลพิษทางอากาศทั้งหมด การควบคุมและดำเนินคดีอย่างเข้มงวดต่อการใช้ไฟในป่าจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาบางส่วนเท่านั้น เมื่อพิจารณาแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ เช่น มลพิษข้ามพรมแดน จะพบว่าลักษณะภูมิประเทศของเชียงใหม่และเชียงรายทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันจาก สปป.ลาว และเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน จุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมักมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 35–41% (กรีนพีซประเทศไทย 2567, 2568) ซึ่งสะท้อนว่า หากสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมลพิษข้ามพรมแดนในสัดส่วนนี้ลงได้ ก็อาจช่วยลด PM2.5 และฟื้นฟูคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นธรรมย่อมไม่อาจเกิดขึ้นภายใต้วิกฤตฝุ่นควัน หากยังเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านนโยบาย สังคม และเศรษฐกิจ กฎหมายที่มุ่งควบคุมโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจึงไม่เพียงแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ยังซ้ำเติมให้สถานการณ์ยืดเยื้อและฝังรากลึกยิ่งขึ้น ในบริบทนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดจึงกลายเป็นความหวังสำคัญของประชาชนในการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษ โดยเฉพาะผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจเกษตร และแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน ผ่านกลไกตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว จะช่วยคุ้มครองสิทธิของประชาชน และกำหนดบทลงโทษต่อภาคธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองที่มุ่งโทษคนกลุ่มเล็กว่าเป็น “ผู้เผา” ไปสู่การรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการก่อมลพิษในวงกว้างมากกว่า