
หลังจากที่รัฐสภามีมติเห็นชอบให้เดินหน้าพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดต่อ และขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ในกระบวนการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในกระบวนการดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้มีจุดเริ่มต้นจากการร่างและผลักดันโดยภาคประชาชน เพื่อคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดของทุกคน
ขณะนี้การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ของวุฒิสภากำลังดำเนินไป โดยทางสภาลมหายใจเชียงใหม่มีข้อกังวลว่า บางมาตราอาจถูกเสนอให้แก้ไขหรือไม่ได้รับความเห็นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ มาตราที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ การตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานของกิจกรรมที่ก่อมลพิษข้ามพรมแดน และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นเหล่านี้ถือเป็น “เขี้ยวเล็บ” สำคัญของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพราะเป็นกลไกที่ช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ หากสาระสำคัญดังกล่าวถูกลดทอนหรือถูกตัดออกไป กฎหมายฉบับนี้อาจเหลือเพียงชื่อ แต่ขาดเครื่องมือที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมลพิษอากาศทางภาคเหนือซึ่งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญในแต่ละประเด็นดังต่อไปนี้
1) คณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด
คณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัดควรมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่การบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง โครงสร้างของคณะกรรมการควรมีสัดส่วนที่สมดุลระหว่างผู้แทนภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ คณะกรรมการชุดนี้ควรมีอำนาจในการประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษ รวมถึงกำกับ ดูแล ควบคุม และป้องกันแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม หรือปัญหาไฟในพื้นที่ป่า
ข้อเสนอสำคัญของสภาลมหายใจเชียงใหม่คือ การคงให้นายกอบจ. เป็นประธานคณะกรรมการ แทนผู้ว่าราชการจังหวัด เนื่องจากนายกอบจ. เป็นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในจังหวัด มีวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน 4 ปี และมีงบประมาณรวมถึงกลไกการบริหารในระดับท้องถิ่นรองรับ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนจากส่วนกลาง ซึ่งมีการโยกย้ายตำแหน่งเป็นระยะ ส่งผลให้การดำเนินงานด้านนโยบายและการแก้ไขปัญหาขาดความต่อเนื่อง คณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัดจะเป็นกลไกสำคัญของการกระจายอำนาจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ที่เราจะต้องติดตามว่าร่างกฎหมายฉบับสุดท้ายหรือไม่
2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับในมาตรา 113: เพื่อคงอำนาจสำคัญของกฎหมายอากาศสะอาดคือ การยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle: PPP) เพื่อกำหนดให้ผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมทั้งด้านเกษตรและการผลิต ต้องรับผิดชอบต่อการป้องกันและจัดการมลพิษ รวมถึงลดการปล่อยมลพิษตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน พร้อมเปิดเผยข้อมูลการก่อมลพิษของตนให้สาธารณชนเข้าถึงได้ หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิในอากาศสะอาด และเปลี่ยนภาระต้นทุนด้านสุขภาพที่ประชาชนต้องแบกรับ มาเป็นความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมผู้ก่อมลพิษโดยตรง หากมีการเปลี่ยนแปลงส่วนใดไป ไม่ว่าจะกำหนดให้ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน การสามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ หรือการไม่ต้องตรวจสอบห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดน จะทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นพิษข้ามแดนของอุตสาหกรรมเกษตรและเนื้อสัตว์ ไม่ถูกแก้ไขจากต้นทางผู้ก่อมลพิษ
3) มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึง กองทุนอากาศสะอาด ภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด และความรับผิดของสถาบันการเงิน ขณะนี้รายละเอียดของกองทุนอากาศสะอาดและการเก็บภาษีอากรเพื่ออากาศสะอาดยังอยู่ในความไม่แน่นอน โดยกองทุนอากาศสะอาดจะเป็นกลไกระยะยาว แทนการใช้งบประมาณรายปีเฉพาะหน้า โดยสามารถเชื่อมโยงกับแผนระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนกิจกรรม เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ก่อปัญหา รวมถึงยังมีบทบาทในการช่วยเหลือ เยียวยา และสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางกฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินคดี ไปจนถึงการบังคับคดีและการเรียกร้องค่าเสียหายจนแล้วเสร็จ แต่สำหรับความรับผิดของสถาบันการเงิน จากเดิมที่มีการกำหนดความผิดของสถาบันที่ให้การกู้ยืมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งภายในและนอกประเทศ ซึ่งจะช่วยลดอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้ก่อมลพิษ ล่าสุดได้มีการตัดมาตรานี้ออกไป
ในฐานะประชาชนภาคเหนือ กลไกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสิทธิในการหายใจอากาศสะอาดของเรา พ.ร.บ.อากาศสะอาดจึงต้องเป็นกฎหมายที่สามารถลดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาดอย่างแท้จริง ขอชวนทุกคนร่วมติดตามและจับตากระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้เป็นกฎหมายที่ยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง