“บ้านละหนึ่งคนไม่ไหว บ้านไหนว่างกี่คนก็ต้องไปเลย บางทีเวลาไฟมาเยอะ ก็ขอคนข้างนอกมาเสริมอีก แล้วก็ต้องใช้ไฟจุดชนกันด้วย” กอบกุล ตั้งใจสู้ ผู้นำหย่อมบ้านแม่คองซ้าย หย่อมบ้านของบ้านใหม่ ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว ยังจำวันที่ไฟลามเข้าใกล้ชุมชนได้ดี วันนั้นชาวบ้านราว 30-40 คนออกไปช่วยกัน เครื่องมือมีเพียงเครื่องเป่าลมกับไม้ตบไฟ ทั้งปีหย่อมบ้านได้เงินจัดการไฟจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ รวมกันราว 60,000 บาท สำหรับผืนป่ากว่า 10,808 ไร่ที่ชุมชนดูแล เฉลี่ยแล้วตกไร่ละราว 5.5 บาท
ห่างออกไปราว 27 กิโลเมตร บนเทือกดอยหลวงเชียงดาวเดียวกัน ป่าชุมชน 883 ไร่ของบ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว ได้รับเงินไร่ละ 300 บาทต่อปีจากโครงการคาร์บอนเครดิตของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เงินก้อนนี้มาถึงก่อนฤดูไฟ และชาวบ้านตัดสินใจกันเองในวงประชาคมว่าจะใช้ทำอะไร เมื่อรวมกับงบจ้างลาดตระเวนจากสถานีควบคุมไฟป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเงินเครือข่ายป่าชุมชนจากกรมป่าไม้ ปีหนึ่งหัวทุ่งมีเงินดูแลป่าราว 550,000 บาท หรือตกไร่ละราว 620 บาท
แม่คองซ้ายทำแนวกันไฟรอบชุมชนมาตั้งแต่ปี 2539 และเผาไร่หมุนเวียนรวมกันไม่ถึง 20 ไร่ต่อปี แต่ได้เงินดูแลไฟต่อไร่น้อยกว่าหัวทุ่งกว่าร้อยเท่า และไม่มีสิทธิแม้แต่จะยื่นขอเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต เพราะป่าที่พวกเขาดูแลอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าคาร์บอนเครดิตคือต้นเหตุของช่องว่างทั้งหมด หากตัดเงินคาร์บอนออก หัวทุ่งก็ยังได้เงินจากหน่วยงานรัฐราวไร่ละ 320 บาท มากกว่าแม่คองซ้ายเกือบ 60 เท่าอยู่ดี ช่องว่างนี้มีมาก่อนแล้ว แต่คาร์บอนเครดิตถ่างให้กว้างขึ้นอีก และกำลังจะกว้างขึ้นไปอีก เมื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ถูกกำหนดในกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนป่าบนดอยให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีราคา
รายงานชิ้นนี้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความเหลื่อมล้ำสีเขียว” คือเมื่อเงินที่ไหลเข้ามาในนามของการแก้วิกฤตโลกร้อน ไม่ได้ไหลไปตามว่าใครดูแลป่าได้ดีแค่ไหน แต่ไหลตามเส้นแบ่งประเภทที่ดินที่รัฐขีดไว้ ป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนในเขตป่าสงวนแห่งชาติเข้าถึงได้ ส่วนชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งทั่วประเทศมีกว่า 4,000 หมู่บ้าน ตกอยู่นอกเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรก ขณะที่ภาระของการลดคาร์บอน ทั้งข้อห้ามเผา การถูกนับจุดความร้อน รอยเผาไหม้ และเงื่อนไขห้ามไฟไหม้เกินกำหนด กลับตกอยู่กับคนบนดอยมากกว่าคนที่ปล่อยก๊าซ
ในจังหวัดเชียงใหม่ ป่าอนุรักษ์กินพื้นที่กว่าหนึ่งในสามของจังหวัด มีอย่างน้อย 269 หมู่บ้านตั้งอยู่ในแนวเขต ขณะที่ป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้วมี 530 แห่ง พื้นที่ 781,196 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569) ซึ่งเป็นช่องทางเดียวในตอนนี้ที่ชุมชนจะเข้าถึงเงินคาร์บอนจากภาคเอกชนได้ รายงานชิ้นนี้ตามดูที่มาของเงินดูแลไฟทุกก้อน ตั้งแต่งบรัฐที่มาช้าและติดกรอบ ไปจนถึงเงินคาร์บอนที่มาจากเป้า Net Zero ของบริษัทในกรุงเทพฯ และรับฟังชุมชนซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดและใกล้ไฟที่สุด เพื่อดูว่าเส้นแบ่งระหว่างหมู่บ้านที่ได้มากกับหมู่บ้านที่ได้น้อยนั้นถูกขีดด้วยอะไร

งบรัฐ: มาช้า มาน้อย และมาพร้อมกรอบ
สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ป่า ฤดูไฟไม่ได้มีแค่ 3-4 เดือนตามประกาศห้ามเผาของจังหวัด ศิริวรรณ ศรีเงิน ผู้ใหญ่บ้านและประธานคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เล่าว่าชาวบ้านเริ่มทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนธันวาคม และต้องเฝ้าไปจนหมดช่วงห้ามเผาปลายเดือนพฤษภาคม รวมแล้วราว 6 เดือน นับตั้งแต่ราวปี 2564 ที่จุดความร้อนกลายเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของจังหวัด เมื่อดาวเทียมจับจุดความร้อนได้ โทรศัพท์จากจังหวัดก็ไล่ลงมาถึงอำเภอ แล้วมาจบที่ผู้นำหมู่บ้าน งานที่เคยเป็นงานอาสาตามฤดูกาลจึงกลายเป็นภาระงานจริง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงิน

งบดูแลไฟที่เข้ามาถึงบ้านหัวทุ่งมาจากหลายแหล่ง ก้อนแรกคือเงินเครือข่ายป่าชุมชนจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ (สจป.) กรมป่าไม้ จากเดิม 50,000 บาท ปัจจุบันเพิ่มเป็น 70,000 บาท แต่ไม่ได้ทุกปี เพราะให้เฉพาะหมู่บ้านที่มีป่าชุมชนและต้องผ่านการพิจารณาเป็นรอบ ๆ เงินจึงหมุนเวียนไปตามหมู่บ้าน บางหมู่บ้านต้องรอหลายปีกว่าจะได้อีกครั้ง ก้อนที่สองมาจากสถานีควบคุมไฟป่า ปี 2569 จ้างคนลาดตระเวนได้ 3 คน คนละ 9,000 บาทต่อเดือน นาน 3 เดือน ก้อนที่สามมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีนโยบายห้ามคนเข้าป่าในช่วงปิดป่า คนที่เคยหาของป่าจึงขาดรายได้ เขตรักษาพันธุ์ฯ จึงจ้างคนในชุมชนมาช่วยลาดตระเวนแทน ปีนี้จ้างได้ 5 คน นาน 3 เดือน ในอัตราเดียวกัน แต่จำนวนคนขึ้นอยู่กับงบแต่ละปี บางปีได้ 3 คน บางปีได้ 5-8 คน
ปัญหาของงบสองก้อนหลังคือเป็นงบรัฐที่ต้องทำตามระเบียบ หมู่บ้านต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วค่อยเบิก ศิริวรรณคำนวณให้ดูว่า หากจ้างครบ 8 คน คนละ 9,000 บาทต่อเดือน นาน 3 เดือน หมู่บ้านต้องมีเงินสำรองถึง 216,000 บาท ขณะที่เงินจริงอาจมาถึงตอนปลายฤดูไฟ “คนที่ไปลาดตระเวนเขาต้องซื้อข้าวสาร ซื้อหมู ซื้อไข่ ก็ต้องมาเบิกที่แม่” เธอเล่า “ถามว่าหมู่บ้านอยากได้เงินก้อนนี้มั้ย อยากได้ แต่ได้มาแล้วก็ลำบาก” ทางออกของเธอคือยืม “เงินสัจจะ” หรือเงินธนาคารหมู่บ้านที่แต่ละครัวเรือนออมกันเองมาจ่ายก่อน แล้วนำเงินรัฐมาคืนเต็มจำนวนเมื่อเงินมาถึง ทุกครั้งที่เกิดไฟและชาวบ้านออกไปช่วยกันดับ ยังมีค่าข้าว ค่าน้ำ และน้ำแข็ง ซึ่งต้องดึงเงินก้อนอื่นมาจ่าย และไฟที่หัวทุ่งไม่ได้เกิดแค่ปีละครั้ง
ภาพใหญ่ของงบรัฐก็ไม่ต่างกันนัก การสำรวจของ Rocket Media Lab พบว่าในปีงบประมาณ 2569 เชียงใหม่ได้งบที่เกี่ยวกับไฟป่าจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 73.4 ล้านบาท สูงที่สุดในภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขณะที่โครงการทำแนวกันไฟโดยตรงของ อบต. และเทศบาลทั้งจังหวัดรวมกันมีเพียงราว 1.7 ล้านบาท เงินก้อนใหญ่ที่สุดจึงอยู่ในมือหน่วยงานรัฐ มากกว่าในมือชุมชนที่ขึ้นไปทำแนวกันไฟจริง ที่แม่คองซ้าย ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เงินทั้งหมดที่ลงมาถึงหย่อมบ้านในปีล่าสุดราวหกหมื่นบาทจะพอก็ต่อเมื่อไม่นับค่าแรงของคนที่ขึ้นไปดับไฟ
“จะซื้อหมูไปลาบบนดอยก็เรื่องของเขา จะเป็นข้าวเหนียวไก่ปิ้งก็ได้ บางคนชอบน้ำพริกตาแดง แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน” วิสันต์ ปัญญากาศ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ อบต.ทาเหนือ อ.แม่ออน ชี้ว่าปัญหาเงินที่มาพร้อมระเบียบไม่ได้เกิดแค่กับงบลาดตระเวน ช่วงหนึ่งที่ อบจ. ส่งงบลงมาให้แต่ละหมู่บ้านผ่านอำเภอ ก็นำระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมาครอบ ค่าอาหารของคนดับไฟจึงต้องออกมาในรูปข้าวกล่อง หน่วยดับไฟไป 15 คนก็ต้องสั่งข้าว 15 กล่อง พร้อมใบสั่งจ้างและเอกสารครบชุด “ลองนึกภาพหน้าร้อน คนขึ้นดอยตอนเช้า ลาดตระเวนเสร็จหรือดับไฟเสร็จ ข้าวกล่องก็บูดแล้ว” เขาเห็นว่าควรให้เป็นเบี้ยเลี้ยงหรือค่าอาหารไว้กับชาวบ้าน

เบี้ยเลี้ยงเองก็มีเงื่อนไข หากจะจ่ายให้คนช่วยงาน นายก อบต. ต้องออกคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานสาธารณประโยชน์ จึงจะเบิกได้ 240 บาท และต้องทำงานไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง โดยเทียบกับระเบียบการเดินทางของข้าราชการ วิสันต์มองว่าเกณฑ์นี้ลอกมาจากโลกของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว เบี้ยเลี้ยงจึงเป็นเพียงรายได้เสริม ขณะที่ อปท. อยากจ้างชาวบ้านที่ว่างงานในช่วงนี้ให้มีรายได้ “อย่างน้อยวันละ 300 บาทก็ยังถือว่าโอเค”
ที่มาของกรอบเหล่านี้คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ผู้กำหนดกรอบการใช้งบถ่ายโอนภารกิจไฟป่า ทั้งที่ อปท. เป็นนิติบุคคล ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของ สถ. “แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เขาทำคือควบคุม และเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องไฟ” วิสันต์เล่าว่า สถ. นำกรอบมาจากสถานีควบคุมไฟป่า แล้วกำหนดภารกิจไว้ 5 ด้าน เช่น ประชาสัมพันธ์และลาดตระเวน เหมือนของกรมป่าไม้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า กว่า 10 ปีที่หน่วยงานรัฐคุมไฟป่าไม่ได้ เหตุผลที่ได้ยินเสมอคือคนไม่พอ เครื่องมือไม่พอ งบประมาณไม่พอ ขณะที่จุดแข็งของท้องถิ่นคือมีคนและมีผู้นำ “แต่พอถ่ายโอนภารกิจมาจริง ก็ถ่ายโอนกรอบมาด้วย เหมือนให้งานมาแล้วให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่รัฐเคยทำ มีข้อจำกัดเหมือนเดิม”
ไม่ว่าเงินจะมาจากช่องทางไหนก็ติดกรอบคล้ายกัน งบของ อบต. เองติดกรอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) งบถ่ายโอนติดกรอบ สถ. งบของมูลนิธิที่จังหวัดตั้งขึ้นก็ติดกรอบกระทรวงมหาดไทย แม้แต่งบกลางที่จังหวัดขอเพิ่มเมื่อปี 2567 ก็ถูกนำมาลงในช่องภารกิจถ่ายโอนโดยใช้กรอบเดียวกัน ค่าน้ำมันเติมได้เฉพาะรถ อบต. ที่พาคนไปดับไฟ แต่เติมเครื่องเป่าลมซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของคนดับไฟไม่ได้ ซ้ำเงินยังมาช้า ปีนั้น อบต.ทาเหนือได้งบกลางราว 800,000 บาท แต่เงินมาถึงราวเดือนพฤษภาคม ใกล้หมดฤดูไฟ เหลือเวลาใช้เพียงเดือนเดียว จึงใช้ไปได้ไม่ถึง 400,000 บาท งบกลางก้อนนี้มีเพียง 2 ปี คือปี 2567 และ 2568 ปีที่สองเงินมาเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อกำหนดจุกจิกเช่นเดิม
คาร์บอนเครดิต: เงินที่มาถึงก่อนไฟ
ท่ามกลางงบรัฐที่มาช้าและติดกรอบ เงินอีกก้อนหนึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีดูแลป่าของบางชุมชน นั่นคือเงินจากคาร์บอนเครดิต สิ่งที่ต่างจากงบรัฐคือเงินก้อนนี้มาถึงก่อนฤดูไฟ ชุมชนไม่ต้องสำรองจ่ายแล้วรอเบิก และตัดสินใจกันเองในวงประชาคมว่าจะใช้ทำอะไร
โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มในปี 2564 จากความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคเอกชน โดยมูลนิธิเป็นสะพานเชื่อมชุมชนกับบริษัท หลักคิดคือต้นไม้กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ชุมชนที่ดูแลป่าดีจึงมีคาร์บอนที่วัดได้ ส่วนบริษัทที่ต้องการลดตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็พร้อมจ่ายเงินเพื่อแลกกับเครดิต มูลนิธิทำหน้าที่สำรวจแปลงป่า จัดทำเอกสาร ฝึกชาวบ้านวัดต้นไม้ นำข้อมูลไปขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) แล้วหาบริษัทมาซื้อ เงินที่ได้เข้ากองทุนหมู่บ้าน แบ่งเป็นกองทุนดูแลป่า สำหรับลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และซื้ออุปกรณ์ กับกองทุนพัฒนาอาชีพ สำหรับสร้างรายได้ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่า จนถึงปี 2569 โครงการทำงานกับชุมชนราว 300 แห่งใน 12 จังหวัด พื้นที่กว่า 280,000 ไร่ และส่งเงินถึงชุมชนโดยตรงแล้วราว 260 ล้านบาท
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่ามูลนิธิไม่ส่งเงินผ่านกรมป่าไม้ แต่จ่ายตรงเข้ากองทุนกลางของชุมชน ทุก 100 บาทที่เก็บจากบริษัท อย่างน้อย 55 บาทต้องลงถึงชุมชน อีกไม่เกิน 45 บาทเป็นค่าดำเนินการ เช่น ค่าภาพถ่ายดาวเทียม ค่าผู้ตรวจสอบภายนอก และค่าพัฒนาโครงการ ในทางปฏิบัติ มูลนิธิเก็บจากบริษัทราว 2,700–2,900 บาทต่อไร่ต่อ 3 ปี ชุมชนได้ 1,500 บาท หรือเฉลี่ยราว 500 บาทต่อไร่ต่อปี โดยจ่ายราวปีละ 300-400 บาทในช่วง 3 ปีแรก และจ่ายส่วนที่เหลือในปีที่ 4 ตามผลการดูแลป่า ส่วนคาร์บอนเครดิตที่ได้ต้องแบ่งให้กรมป่าไม้ร้อยละ 10 ตามระเบียบ

แต่คาร์บอนเครดิตจากป่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะชุมชนดูแลป่า ชุมชนต้องมีสิทธิในพื้นที่นั้นก่อน เพราะป่าส่วนใหญ่เป็นที่ดินของรัฐ ระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้ที่จะขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ในพื้นที่ป่า ต้องได้รับอนุมัติหรืออนุญาตตามกฎหมายป่าไม้อยู่แล้ว เช่น ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้ หรือมติ ครม. เรื่องพื้นที่สวนป่า และยื่นผ่านกรมป่าไม้ก่อนส่งต่อ อบก. ป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนและมีคณะกรรมการจัดการ จึงเป็นประตูที่ชุมชนใช้เข้าสู่ระบบ ส่วนมูลนิธิทำหน้าที่หาทุน จัดทำเอกสาร และขึ้นทะเบียนแทนชุมชน โดยมีบันทึกความเข้าใจปี 2565 ระหว่างกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานฯ อบก. และมูลนิธิ ช่วยประสานหน่วยงาน
โมเดลนี้ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย ที่ภูเขาซึ่งเคยหัวโล้นจากการเผาใช้เวลาราว 20 ปีกว่าป่าจะกลับมา โดยที่ชาวบ้านยังอยู่ที่เดิม มูลนิธินำป่าอนุรักษ์ราว 57,000 ไร่ของดอยตุงไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. ตั้งแต่ปี 2560 และได้รับคาร์บอนเครดิตแล้วกว่า 400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สมิทธิมองว่าสิ่งที่สำเร็จที่ดอยตุงไม่ควรจบแค่ที่ดอยตุง มูลนิธิจึงเริ่มโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” ตั้งแต่ปี 2564 บ้านหัวทุ่งและตำบลทาเหนือคือส่วนหนึ่งของโครงการนี้
บ้านหัวทุ่ง หมู่ 14 ตำบลเชียงดาว ดูแลป่ามาตั้งแต่ปี 2540 ชาวบ้านเคยเข้าใจมาตลอดว่าป่าหลังหมู่บ้านเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จนกระทั่งมีการกางแผนที่ซ้อนกันจึงพบว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ “ชาวบ้านก็ดีใจที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนได้” ศิริวรรณเล่า ป่า 883 ไร่จึงขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 และสถานะนี้เองที่เปิดทางให้หัวทุ่งเข้าโครงการคาร์บอนในเวลาต่อมา ความต่างระหว่างหัวทุ่งกับแม่คองซ้ายจึงเริ่มต้นจากการกางแผนที่ ไม่ใช่จากฝีมือการดูแลป่า

เงินไร่ละ 300 บาทต่อปีที่หัวทุ่งได้รับ เป็นเงินพัฒนาโครงการที่มูลนิธิส่งให้ระหว่างรอการทวนสอบ ยังไม่ใช่เงินจากการขายคาร์บอนโดยตรง ค่าทวนสอบและค่าภาพดาวเทียมมูลนิธิจ่ายเอง ส่วนชุมชนจ่ายเพียงค่าแรงชาวบ้านที่เข้าไปวัดต้นไม้ในแปลงตัวอย่าง 18 แปลง สัดส่วนระหว่างกองทุนดูแลป่ากับกองทุนอาชีพมาจากมติประชาคมที่ต้องเห็นชอบเกิน 70% แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญติดมาด้วย หากไฟไหม้ป่าชุมชนเกิน 15% จะถูกหักเงินตามสัดส่วน ไฟเข้า 30% ก็หัก 30% แต่หากชุมชนทำเต็มที่แล้วไฟยังเกิน มูลนิธิจะพูดคุยกับชุมชนและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อนตัดสิน สมิทธิยกตัวอย่างหมู่บ้านในแม่ฮ่องสอนที่ไฟเข้าร้อยละ 40 แต่ไม่ถูกหัก เพราะชาวบ้านทั้งหมู่บ้านติดโควิดในช่วงล็อกดาวน์
ศิริวรรณย้ำว่าคนภายนอกมักมองเห็นแต่เงินก้อนใหญ่ที่ชุมชนได้ ทั้งที่เงินช่วง 3 ปีนี้ต้องบริหารให้พอกับงานดูแลไฟตลอดครึ่งปีของฤดูไฟ และต้องเผื่อไปถึงปีที่เงินงวดใหม่ยังมาไม่ถึง เมื่อก่อนงานดูแลป่าเป็นงานอาสา “ไม่มีสตางค์ ก็ห่อข้าวกันไป” แต่ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองและคนหนุ่มสาวออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เงินกลายเป็นแรงจูงใจให้คนกลับมามีส่วนร่วม “ถ้าแบ่งไม่เป็นธรรม ก็จะเปิดปัญหากัน” เธอว่า ป่าคาร์บอนของหัวทุ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านที่ไม่ได้เงิน เธอจึงใช้เงินส่วนหนึ่งจ้างคนจากหมู่บ้านข้างเคียงมาลาดตระเวนและทำแนวกันไฟด้วยกัน
ข้ามไปอีกฟากของเชียงใหม่ ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน มีพื้นที่อยู่ติดรอยต่อลำปางและอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน วิสันต์เล่าว่าเรื่องของที่นี่เริ่มจากน้ำ สัมปทานทำไม้หลายระลอกทำให้ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ราวปี 2528 ลำห้วยแห้งจนชาวบ้านต้องขุดทรายกลางแม่น้ำทาหาน้ำใช้ ผู้เฒ่าผู้แก่จึงชวนกันฟื้นป่า ไม่ใช่ด้วยการปลูก แต่ด้วยการไม่ให้ไฟเข้า เมื่อป่าฟื้นและหมู่บ้านต่อท่อประปาภูเขาลงมาใช้ กติกาก็เข้มข้นตาม บ้านไหนไม่ไปช่วยดับไฟ ก็จะไม่ได้ใช้น้ำ
ตั้งแต่ปี 2554 อบต.ทาเหนือควักงบของตัวเองมาอุดหนุนแนวกันไฟ จาก 68 กิโลเมตร จนวันนี้ยาว 95 กิโลเมตร กว้าง 8-10 เมตร จนเจ้าหน้าที่อุทยานแจ้ซ้อนต้องขอใช้เส้นทางของตำบลเข้าไปดับไฟ ปี 2569 ดาวเทียมจับจุดความร้อนในตำบลได้ 52 จุด แต่อยู่ในป่าชุมชนเพียง 6 จุด ที่เหลืออยู่ในป่าสงวน อุทยาน และสวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่คนที่ขึ้นไปดับก็คือชาวบ้านกับ อบต. ขณะที่งบถ่ายโอนปีนี้มี 25,000 และ 15,000 บาท สำหรับพื้นที่กว่า 50,000 ไร่ คำนวณแล้วไม่ถึงไร่ละ 1 บาท เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นเงินจากคาร์บอนเครดิต วิสันต์ย้อนกลับไปที่ข้าวกล่องที่บูดก่อนคนดับไฟจะได้กิน และงบกลางที่มาถึงตอนไฟใกล้หมดฤดู
ปี 2565 ตำบลทาเหนือเข้าร่วมโครงการระยะที่ 3 พร้อมตำบลแม่ทา รวม 12 หมู่บ้าน เดิมทีมีโควตาเพียง 2 หมู่บ้าน วิสันต์เสนอให้รวมทุกบ้าน เพราะป่าติดกันเป็นผืนเดียว ถ้าบ้านหนึ่งได้อีกบ้านไม่ได้ กลัวจะขัดแย้งกันเอง ปีแรกเงินเข้าพื้นที่ราว 3 ล้านบาท จนปีที่ 4 เกิน 6 ล้านบาท เงินโอนเข้าก่อนสิ้นปี ครึ่งหนึ่งใช้ดูแลไฟ อีกครึ่งใช้พัฒนาชุมชน เครื่องเป่าลมพังก่อนวันไฟใหญ่ก็ซื้อก่อนแล้วค่อยเปิดประชาคมรับรองทีหลัง สองตำบลนี้ถึงกับขอสละเงิน อบจ. หมู่บ้านละ 14,000 บาทให้หมู่บ้านอื่นที่จำเป็นกว่า และอย่างน้อยที่สุด คนดับไฟก็ซื้อของมาทำอาหารที่อยากกินได้เอง ไม่ต้องรอข้าวกล่องอีก

แต่เงินก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่เกิดไฟ ปี 2569 ไฟยังไหม้หนักใน 3 หมู่บ้านของตำบลแม่ทา บางแปลงเกือบ 5,000 ไร่ วิสันต์กังวลว่าวันที่สัญญาหมด ชุมชนจะต่อยอดเงินก้อนนี้ได้หรือไม่ อบต. จึงยังไม่ทิ้งงบถ่ายโอน แม้จะน้อยและติดระเบียบ “เพราะสุดท้ายถ้าหมดสัญญาไป เราก็ต้องกลับมาใช้มัน”
Net Zero: ทำไมเงินจากกรุงเทพฯ จึงไหลขึ้นดอย
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมบริษัทในกรุงเทพฯ จึงยอมจ่ายเงินให้หมู่บ้านบนดอยไร่ละหลายร้อยบาท คำตอบอยู่ที่เป้า Net Zero ของประเทศ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับใหม่ (NDC 3.0) ที่ไทยยื่นต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2608 มาเป็นปี 2593 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2578 ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับปี 2562 โดยระบุชัดว่าจะเร่งเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
คำสำคัญคือคำว่า “สุทธิ” ในปีฐาน 2562 ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกแหล่งรวม 379.2 ล้านตัน แต่ตัวเลขสุทธิเหลือ 287.2 ล้านตัน ส่วนต่างราว 92 ล้านตัน หรือราวหนึ่งในสี่ของทั้งหมด คือก๊าซที่ป่าและพื้นที่สีเขียวดูดกลับไว้ ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยตั้งเป้าเพิ่มการดูดกลับภาคป่าไม้และการใช้ที่ดินเป็น 120 ล้านตันต่อปี ควบคู่กับเป้าพื้นที่สีเขียวร้อยละ 55 ตามยุทธศาสตร์ชาติ ขณะที่พื้นที่ป่าจริงในปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 31.46 และลดลงต่อเนื่อง กล่าวอีกแบบคือ ยิ่งเส้นทางสู่ Net Zero ของประเทศเร่งขึ้นเท่าไร ตัวเลขของประเทศก็ยิ่งต้องพึ่งป่า และพึ่งคนที่ดูแลป่ามากขึ้นเท่านั้น
แต่รัฐเองไม่มีเงินพอจะดูแลป่าตามเป้า รายงานของธนาคารโลกที่เผยแพร่ในปี 2568 ประเมินว่าการเพิ่มพื้นที่ป่าตามเป้าต้องใช้เงินเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสิบปี ขณะที่งบสาธารณะด้านป่าไม้ทั้งประเทศอยู่ที่ราว 540 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวหนึ่งในสามของที่ต้องใช้ในแต่ละปี ช่องว่างนี้คือพื้นที่ที่เงินเอกชนเข้ามาเติม และเป็นเหตุผลที่ระเบียบแบ่งปันคาร์บอนเครดิตของกรมป่าไม้ออกมาตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่กฎหมายโลกร้อนจะเสร็จเสียอีก
แล้วใครคือผู้จ่าย เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายโครงการไปยัง 77 ป่าชุมชนในปี 2566 มีบริษัทและองค์กรร่วมสนับสนุน 14 ราย เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และสถาบันการเงินที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เช่น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ไออาร์พีซี พีทีที โกลบอล เคมิคอล ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก บางจาก ราช กรุ๊ป ไทยเบฟเวอเรจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารออมสิน เดือนกันยายน 2568 มูลนิธิประกาศส่งมอบคาร์บอนเครดิตเฟสแรก 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจาก 12 ชุมชน ให้ภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 กลุ่ม ปตท. ก็ลงนามบันทึกความเข้าใจกับมูลนิธิ เพื่อสร้าง “คาร์บอนเครดิตคุณภาพ” จากป่าชุมชน สนับสนุนเป้า Net Zero ของประเทศ แม้แต่กรุงเทพมหานครเองก็มีแผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ตั้งเป้าเป็นเมือง Net Zero ภายในปี 2593 เป้าหมายถูกกำหนดในเมืองหลวง แต่ส่วนหนึ่งของคำตอบกำลังถูกตามหาบนดอย
ตลาดคาร์บอนของไทยวันนี้ยังเล็กและราคาถูก ข้อมูลของ อบก. ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระบุว่ามีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้วราว 27 ล้านตัน แต่ถูกนำไปใช้ชดเชยจริงเพียงราว 2.9 ล้านตัน ราคาเฉลี่ยของเครดิตภาคป่าไม้และเกษตรในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ราว 174 บาทต่อตัน ต่ำกว่าอัตราภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตันที่ ครม. เห็นชอบให้คิดรวมในภาษีน้ำมันเมื่อเดือนมกราคมปีเดียวกัน เมื่อความต้องการยังขึ้นกับความสมัครใจของบริษัท เงินก็ขึ้นลงตามบรรยากาศ สมิทธิเล่าว่าเมื่อกฎหมายโลกร้อนเลื่อนออกไป เอกชนก็ชะลอ พื้นที่ใหม่ที่มูลนิธิทำได้ในปีก่อนจึงลดจากราวแสนไร่เหลือราว 30,000 ไร่

สิ่งที่จะเปลี่ยนเกมคือร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่ง ครม. เห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่างกฎหมาย 205 มาตรานี้จะสร้างระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ (ETS) ภาษีคาร์บอน มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีการกำกับ และกองทุนภูมิอากาศ ผู้ปล่อยรายใหญ่ที่ปล่อยเกินสิทธิจะต้องซื้อสิทธิเพิ่ม หรือใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยได้ในสัดส่วนที่กฎหมายลำดับรองกำหนด พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประเมินเมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่ากฎหมายน่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570
กิติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อธิบายในเวทีสมัชชาป่าชุมชนเชียงใหม่ว่า เมื่อกฎหมายมีผล อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยไม่ได้ตามเป้าอาจใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยได้ราวร้อยละ 15 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลมีแนวคิดเบื้องต้นว่าป่าชุมชนจะเป็นหนึ่งในโครงการแรกที่ผลักดันเข้าสู่กลไกนี้ และจะมีกองทุนภายใต้กฎหมายที่ชุมชนขอสนับสนุนได้ วันที่กฎหมายมีผล คาร์บอนจากป่าจะไม่ใช่งาน CSR แบบสมัครใจอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสินค้าที่บริษัทต้องซื้อ คำถามจึงอยู่ที่ว่า ป่าผืนไหนบ้างที่มีสิทธิขาย
ป่าผืนเดียวกัน ทำไมได้เงินไม่เท่ากัน?
ถ้าหัวทุ่งและทาเหนือคือภาพของหมู่บ้านที่เงินคาร์บอนไหลไปถึง หย่อมบ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างแม่คองซ้าย คือภาพอีกด้านหนึ่ง เส้นแบ่งระหว่างหมู่บ้านที่ได้เงินกับหมู่บ้านที่ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครดูแลป่าดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าป่าผืนนั้นถูกรัฐขีดเส้นให้เป็นที่ดินประเภทใด ป่าชุมชนตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ขึ้นทะเบียนได้เฉพาะนอกเขตป่าอนุรักษ์ และโครงการคาร์บอนเครดิตในตอนนี้ก็ตั้งต้นจากป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ชุมชนที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง จึงตกอยู่นอกตลาดตั้งแต่ก้าวแรก ตัวเลขของกรมอุทยานฯ เองระบุเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ว่า มีราษฎรถือครองที่ดินในป่าอนุรักษ์รวมกว่า 4.25 ล้านไร่ ใน 4,042 หมู่บ้าน มากกว่า 300,000 ครัวเรือน
เส้นแบ่งนี้มีประวัติศาสตร์ของมัน ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เล่าในเวทีสมัชชาป่าชุมชนเชียงใหม่ครั้งที่ 6 “ป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล ‘คุณ’” เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ว่า การผลักดันกฎหมายป่าชุมชนเคยถึงทางตันเมื่อปี 2544-2545 เมื่อวุฒิสภามีมติห้ามตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ หลักการนั้นยังอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบัน ผืนป่าที่ชุมชนดูแลมาก่อนแต่ถูกประกาศเขตอนุรักษ์ทับจึงขึ้นทะเบียนไม่ได้ และคนที่อยู่มาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุก

บุญตา สืบประดิษฐ์ ผู้จัดการสมาคมพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) มองว่าความเหลื่อมล้ำนี้มีมานานก่อนคาร์บอนเครดิตจะเข้ามา “ชุมชนไม่เคยเข้าถึงสิทธิในการจัดการ ไม่ได้รับการรับรองสิทธิในการจัดการป่า” ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกตลาดที่จะขายได้ต้องมีกฎหมายและระเบียบรับรอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่คาร์บอนเครดิตจะไปถึงทุกชุมชนที่จัดการป่า แต่จะจับคู่เฉพาะกับชุมชนที่ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชนแล้ว ซึ่งมีระเบียบแบ่งปันคาร์บอนเครดิตรองรับ ปัญหาคือกฎหมายฉบับนี้ให้ขึ้นทะเบียนได้เฉพาะนอกเขตป่าอนุรักษ์ ทั้งที่ตอนชาวบ้านเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไม่ได้แยกว่าป่าอยู่ในเขตประเภทใด
แม้แต่ชุมชนในป่าสงวนเองก็มักขึ้นทะเบียนได้ไม่เต็มพื้นที่ที่ดูแลจริง บุญตาเล่าว่าก่อนมี พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ชาวบ้านมักเข้าใจว่าป่าชุมชนคือป่าใช้สอยเท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ซ้อนทับกับพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ พื้นที่ ส.ป.ก. หรือพื้นที่ของหน่วยงานอื่น ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่ก่อน กระบวนการเองก็เป็นคอขวด แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนยาวราว 20 หน้า ต้องมีแผนจัดการและข้อมูล GIS แต่เจ้าหน้าที่ดูแลป่าชุมชนของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้มีเพียงสิบกว่าคน
แม่คองซ้าย: “ป่าเป็นของรัฐ เราดูแลให้รัฐ”
ขึ้นไปทางเหนือ ในตำบลเมืองคอง กอบกุลเล่าว่าชุมชนปกาเกอะญอ 26 ครัวเรือน ราว 120 คน อยู่ที่นี่มาก่อนการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อปี 2521 เคยถูกกดดันให้ย้ายออกในปี 2537 และต่อสู้เรื่องที่ดินร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือมากว่าสามสิบปี ทุกวันนี้ผืนดินเดียวกันมีสถานะซ้อนกันถึงสามชั้น คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่สงวนชีวมณฑล และเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ที่ประกาศเมื่อปี 2565 แต่ไม่มีชั้นไหนให้สิทธิจัดการป่าที่ระบบคาร์บอนยอมรับ

ชุมชนทำแผนที่เองพบว่าดูแลพื้นที่ราว 10,808 ไร่ ในนั้นเป็นไร่หมุนเวียนสองร้อยกว่าไร่ ซึ่งแต่ละปีเผาจริงไม่ถึงยี่สิบไร่ ทำแนวกันไฟรอบชุมชนมาตั้งแต่ปี 2539 กอบกุลได้ยินเรื่องโครงการคาร์บอนเครดิตจากกรรมการพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว ซึ่งเสนอต่ออำเภอเชียงดาวให้แม่คองซ้ายได้เข้าร่วม คำตอบที่ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมคือ “เดี๋ยวจะมีการพิจารณา” แต่เธอก็ไม่ได้อยากเข้าโดยไม่มีเงื่อนไข “ถ้าได้งบมาแล้วมีแต่ข้อจำกัด อันนี้ก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์” คำถามของเธอตรงไปตรงมา “ถ้าเป็นงบดูแลป่า ทำไมต้องจำกัดแค่ป่าสงวนฯ ถ้าจะช่วยเราจริง ก็ควรดูว่าบ้านไหนดูแลทรัพยากรดี” ก่อนจะตอบเองว่า ตราบใดที่ชุมชนไม่มีสิทธิในที่ดิน งานทั้งหมดก็คือการดูแลป่าให้รัฐ
พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับชุมชนชาติพันธุ์มากว่า 9 ปี มองว่าคาร์บอนเครดิตคือภาคต่อของนโยบายทวงคืนผืนป่าในรูปแบบที่ประนีประนอมกว่า เพราะเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าของรัฐผูกอยู่กับเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าพื้นที่สีเขียวร้อยละ 55 ก็สูงกว่าเป้าพื้นที่ป่าร้อยละ 40 เดิมที่ไม่เคยทำได้จริง ป่าที่ชุมชนดูแลอยู่จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขที่รัฐต้องการ เมื่อหน้าที่ของชุมชนกลายเป็นการผลิตเครดิตให้บริษัท สิทธิในการจัดการก็หายไป “ตอนนี้ชาวบ้านมีลักษณะเหมือนเป็นลูกจ้างในการดูแลจัดการป่า” พชรกล่าว และยังมีคำถามที่ไม่มีใครตอบ ว่าชุมชนจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิมไหม และถ้าไฟลามมาจากข้างนอก ชุมชนต้องชดใช้ให้บริษัทหรือไม่
พชรเห็นว่าสิ่งที่ยั่งยืนกว่าเงินคือสิทธิ “จะเรียกว่าโฉนดชุมชนหรือพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ก็ได้ ขอเพียงให้อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ชุมชน ชุมชนจะได้แบ่งโซนเองว่าตรงไหนชิงเผา ตรงไหนสงวน ตรงไหนเป็นป่าใช้สอย ซึ่งการใช้ไฟแบบนี้ทำให้เครดิตเสียอยู่แล้ว การรับคาร์บอนเครดิตไม่ได้หมายความว่าเขารับรองสิทธิในการจัดการที่ดินหรือทรัพยากรให้คุณ”

เมื่อถามฝั่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงว่ามองชุมชนอย่างแม่คองซ้ายอย่างไร สมิทธิยอมรับว่างานทั้งหมดของมูลนิธิตั้งอยู่บน พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งให้สถานะทางกฎหมายแก่ชุมชนในการจัดการป่าอย่างชัดเจน ส่วนชุมชนในเขตอนุรักษ์อย่างที่เชียงดาว แม้ผู้นำอยากทำ แต่ก็ขยับไม่ได้ ตอนนี้มูลนิธิกำลังคุยกับกรมอุทยานฯ เพื่อนำร่องโครงการคาร์บอนเครดิตในเขตอุทยานภายใต้โครงการ GEF-8 ของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก และหวังว่าจะเริ่มได้ภายในปีหน้า
แม้แต่ในป่าสงวน ก็ไม่ใช่ทุกชุมชนที่จะได้เข้าโครงการ มูลนิธิเลือกพื้นที่จากภาพถ่ายดาวเทียมว่าเป็นป่าต้นน้ำหรือไม่ ความพร้อมของชุมชน และความเสื่อมโทรมของป่าในจังหวัดนั้น ส่วนหมู่บ้านข้างเคียงที่ไม่ได้เข้าร่วม สมิทธิบอกว่าหากชุมชนยังไม่พร้อมตอนทำประชาคม มูลนิธิก็จะไปทำกับชุมชนอื่น และอาจรับเข้ามาอีกไม่ได้อย่างน้อย 4-5 ปี “แม่ฟ้าหลวงไม่ใช่รัฐบาลที่มีเงินปีละหมื่นล้านไปทำโครงการ”
ไฟไม่รู้จักเส้นแบ่งเขต
ปัญหาคือป่าที่ได้เงินกับป่าที่ไม่ได้เงินต่อกันเป็นผืนเดียว และไฟก็ไม่ได้เลือกเกิดตามประเภทที่ดิน จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนด้วยข้อมูลดาวเทียม VIIRS ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 28 มิถุนายน 2569 เชียงใหม่มีจุดความร้อนทั้งหมด 10,954 จุด ร้อยละ 48 อยู่ในป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 45 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ มีเพียงร้อยละ 5 ที่อยู่ในแปลงป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นพื้นที่ประเภทเดียวที่มีสิทธิรับเงินคาร์บอน และเพียง 10 วันระหว่าง 11-20 พฤษภาคม 2569 รอยเผาไหม้ในอำเภอเชียงดาวกินพื้นที่ถึง 20,406 ไร่ เกือบครึ่งของทั้งจังหวัดในช่วงเดียวกัน

ศิริวรรณเล่าว่าหัวทุ่งต้องดูแลไฟเกิน 883 ไร่ที่ขึ้นทะเบียน เพราะป่าชุมชนติดแนวกันชนของเขตรักษาพันธุ์ฯ ขอนไม้ติดไฟบนดอยกลิ้งลงมาจุดไฟใหม่ได้ ทุกปีผู้นำหมู่บ้านต้องกางแผนที่ที่อำเภอเพื่อตกลงกันใหม่ว่ารอยต่อไหนเป็นของใคร ขณะที่ในการประชุมสรุปบทเรียนหลังฤดูไฟ แม่คองซ้ายถูกระบุว่ามีจุดความร้อนแปดจุด ทั้งที่กอบกุลเชื่อว่าไฟไม่ได้เกิดในเขตชุมชน เมื่อขอดูแผนที่กลับไม่ได้ดู ในระบบที่ทั้งเงินและความผิดผูกอยู่กับจุดความร้อน การไม่เห็นแผนที่ก็เท่ากับไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
เส้นแบ่งเดียวกันยังกลายเป็นความเสี่ยงของฝั่งที่ได้เงิน เงื่อนไขไฟไหม้ไม่เกินร้อยละ 15 ที่หัวทุ่งและทาเหนือต้องรักษา หมายความว่าไฟที่ลามมาจากป่าติดกันซึ่งไม่มีใครได้เงินดูแล ก็สามารถหักเงินของชุมชนได้เช่นกัน ความเหลื่อมล้ำยังกัดกร่อนแรงจูงใจ วิสันต์เล่าว่าที่ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน มีเพียงหมู่บ้านเดียวที่ผ่านการประเมินเข้าโครงการ หมู่บ้านที่เหลือไม่พอใจ เมื่อเกิดไฟก็มีท่าทีแบบ “แกได้ แกก็ดูแลเองสิ” นี่คือเหตุผลเดียวกับที่ทาเหนือยืนยันจะพาทุกหมู่บ้านเข้าพร้อมกัน และที่ศิริวรรณจ้างคนบ้านข้างเคียงมาลาดตระเวนด้วย
ศิริวรรณถึงกับเสนอในวงประชุมกับเครือข่ายป่าชุมชนว่า หมู่บ้านที่ได้เงินคาร์บอนไร่ละ 300 บาท ควรหักไร่ละ 50 บาทเข้ากองกลางเพื่อหนุนหมู่บ้านที่ไม่ได้ “ให้บ้านที่เข้มแข็งลากบ้านที่ยังไม่เข้มแข็งไปด้วยกัน เพราะหมู่บ้านนอกโครงการเหมือนถูกทิ้งไปเลย”
ลูกจ้างดูแลป่า หรือหุ้นส่วน?
ตลาดคาร์บอนทำสิ่งที่งบรัฐทำไม่ได้ คือส่งเงินถึงชุมชนก่อนไฟมา และให้ชุมชนตัดสินใจเองว่าจะใช้อย่างไร แต่ตลาดก็คัดคนเข้าด้วยเอกสารที่ดิน ไม่ใช่ผลงานการดูแลป่า หากปล่อยให้ตลาดทำงานตามลำพัง เงินก็จะยิ่งไหลไปหาชุมชนที่มีสถานะมั่นคงอยู่แล้ว และเมื่อกฎหมายโลกร้อนเปลี่ยนเครดิตจากของสมัครใจเป็นของที่ต้องซื้อ ช่องว่างนี้ก็จะยิ่งมีราคา
สำหรับพชร ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนจะ “เป็นการซ้ำเติมแน่ ๆ” เพราะออกมาเพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และระเบียบแบ่งปันคาร์บอนเครดิตของกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก็ออกมาก่อนตัวกฎหมายแล้ว เขากังวลว่ายิ่งผูกกับตลาดคาร์บอนมากขึ้น ก็ยิ่งเปิดทางไปสู่การแย่งยึดที่ดิน ขณะที่บุญตามองกฎหมายฉบับเดียวกันเป็นเครื่องมือ ถ้ากลัวการฟอกเขียว คำตอบไม่ใช่การกันชาวบ้านออกจากกองทุน แต่ต้องผลักให้กฎหมายออกมาเพื่อตรวจสอบภาคธุรกิจ ซึ่งจะใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยได้เพียงสัดส่วนจำกัด ที่เหลือต้องลดการปล่อยเอง “ชุมชนจัดการป่ามาตลอด แต่ไม่เคยเข้าถึงกองทุนอะไรจริงจังสักอย่าง”
ความกังวลเรื่องการฟอกเขียวไม่ได้มาจากนักเคลื่อนไหวเท่านั้น กอบกุลเคยได้ยินข้อวิจารณ์นี้ และตั้งคำถามว่าทำไมคนทำไร่หมุนเวียนถึงถูกกดดันหนักที่สุด ทั้งที่ต้นเหตุหลักของโลกร้อนคืออุตสาหกรรม แม่คองซ้ายยื่นรายชื่อขอเผาไร่ไม่ถึง 20 ไร่ตามขั้นตอน อำเภออนุญาต แต่ระบบของจังหวัดไม่เคยอนุมัติ ชาวบ้านถูกแนะนำให้เผาหลัง 14.00 น. เพื่อจะได้ไม่ขึ้นจุดความร้อน หากรอจนฝนมาก็จะไม่ได้ปลูกข้าว “ถ้าไม่แก้ปัญหาที่ดินทำกิน ก็แก้หมอกควันไม่ได้” เธอบอก กิติศักดิ์เองก็ย้ำว่าต้องป้องกันไม่ให้บริษัท “ซื้อคาร์บอนเครดิตโดยที่ตัวเองไม่ลดการปล่อยเลย” ขณะที่ศยามลหยิบยกงานวิจัยที่เตือนว่าชุมชนต้องแบกความเสี่ยงหลายชั้น ตั้งแต่ไฟป่าเพียงครั้งเดียวที่ลบคาร์บอนที่สะสมมาทั้งหมด ค่าทวนสอบทุก 3-5 ปีที่ชุมชนแบกเองไม่ไหว ไปจนถึงราคาคาร์บอนโลกที่ผันผวน การสำรวจของ Mekong Eye เมื่อปี 2567 ยังพบว่า โครงการคาร์บอนแบบอนุรักษ์ป่า 19 จาก 24 โครงการในไทยตั้งอยู่ในป่าที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเครดิตเหล่านั้นสะท้อนการลดก๊าซที่เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
ส่วนสัญญาที่ชุมชนเซ็น พชรบอกว่าไม่เคยเห็นสัญญาของบริษัทที่ทำในป่าชุมชนภาคเหนือเลย เพราะทั้งชุมชนและผู้พัฒนาโครงการไม่เปิดเผย สัญญาเดียวที่เขาเคยเห็นเป็นของโครงการป่าชายเลน อายุ 30 ปี แบ่งผลประโยชน์ให้บริษัทราวร้อยละ 70 พร้อมเงื่อนไขว่าเครดิตต้องเพิ่มขึ้นทุกปี ป่าจะเสื่อมโทรมลงไม่ได้เลย
บุญตาอธิบายว่าโครงสร้างเงินกำลังเปลี่ยน โครงการยุคแรกของแม่ฟ้าหลวงทำสัญญากับชาวบ้านครั้งละ 3-4 ปี เพราะระเบียบตอนนั้นยังไม่ชัด ส่วนโครงการที่ทำตามระเบียบใหม่จะทำสัญญา 10 ปี ชาวบ้านได้เงินดูแลป่าราวไร่ละ 300 กว่าบาทต่อปีตั้งแต่ปีแรก หลังหักส่วนของกรมป่าไม้ราวร้อยละ 10 และส่วนของผู้ลงทุนราวร้อยละ 30-40 หากขายคาร์บอนได้ก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่ม บุญตามองว่าสัดส่วนนี้เหมาะสม และสัญญาที่ยาวกว่าก็ดีกว่า เพราะชาวบ้านมีหลักประกันว่าจะได้เงินครบ 10 ปี แม้เอกชนยังขายเครดิตไม่ได้
เมื่อถามว่าจะตอบชุมชนอย่างไร หากเขาบอกว่าเงินนี้ช่วยจัดการไฟได้จริง พชรยอมรับว่า “พี่น้องอาจมองว่าเป็นเงินที่ใช้ง่ายก็ได้” แต่ยืนยันว่า “ไม่มีเงินอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่มีเงื่อนไข” และถ้ารับ ก็เท่ากับปล่อยให้รัฐลอยนวลจากหน้าที่จัดการไฟป่า ทั้งที่ในพื้นที่ป่าสงวนที่เครือข่ายของเขาทำงานด้วย เขาบอกว่ายังไม่มีชุมชนไหนได้เงินอุดหนุนจากกรมป่าไม้เลย

ฝั่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงยืนยันว่ามีระบบตรวจสอบทั้งเรื่องไฟและเรื่องเงิน สมิทธิเล่าว่ามูลนิธิซื้อภาพถ่ายดาวเทียมเอง และใช้ข้อมูลรอยเผาไหม้ (burn scar) ร่วมกับ GISTDA ทำแผนที่ให้ทุกหมู่บ้าน เทียบกับวันที่ชาวบ้านทำแนวกันไฟและตั้งจุดสกัด พื้นที่ไฟไหม้ในป่าชุมชนของโครงการลดลงจากราวร้อยละ 58 ก่อนเริ่มโครงการ เหลือราวร้อยละ 9 ในปีนี้ ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีพื้นที่ไฟไหม้กว่าร้อยละ 30 ด้านการเงิน มูลนิธิประกาศยอดเงินที่โอนเข้าแต่ละหมู่บ้านในที่ประชุมใหญ่ และมีนักบัญชีอาสาจากสภาวิชาชีพบัญชีลงตรวจบัญชีทุกหมู่บ้านปีละ 2 รอบ
ส่วนความเสี่ยงที่ตลาดคาร์บอนจะผันผวนหรือสัญญาจะหมด สมิทธิบอกว่าเป็นเหตุผลที่ตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพคู่กับกองทุนดูแลป่าตั้งแต่แรก บางชุมชนเริ่มต่อยอดแล้ว ทั้งทำตลาด ทำเห็ดกระป๋อง และทำจานใบไม้ ชุมชนหนึ่งในแม่ฮ่องสอนนำเงินกองทุนไปซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยในวังปลาแล้วเก็บค่าเบ็ด จนรายได้มากกว่าเงินดูแลป่า แต่เขาก็ยอมรับว่าการต่อยอดยังเป็นส่วนที่ “ไม่ค่อยสำเร็จ” และเห็นว่าต้องมีกฎหมายโลกร้อนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลาดจึงจะดึงเงินเอกชนลงมาได้ต่อเนื่อง
ทางเลือกใหม่อย่าง OECM หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น ประทีป มีคติธรรม จาก WWF ประเทศไทย เปรียบว่า OECM “เหมือนร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลิน” คือการรับรองสิ่งที่ชุมชนทำดีอยู่แล้ว ประเทศไทยมีป่าชุมชนราว 14,000 แห่ง กว่า 5 ล้านไร่ ตอนนี้มีการนำร่องรับรองป่าชุมชน 91 แห่งในจังหวัดตาก และอาจต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิตแบบพรีเมียมในอนาคต แต่เขาก็ยอมรับว่า OECM ไม่ได้หมายถึงการรับรองสิทธิชุมชนโดยตรง และทางเลือกนี้ก็ตั้งต้นจากป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้วเช่นกัน ชุมชนอย่างแม่คองซ้ายจึงยังยืนอยู่นอกประตูบานนี้
เงินที่ควรมาถึงก่อนไฟ
หลังไฟไหม้ดอยหลวงในช่วงต้นเดือนเมษายน วันที่ 18 เมษายน 2569 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว และประกาศผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ให้เป็นต้นแบบการป้องกันและดับไฟป่าระดับชุมชน เดือนถัดมา สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) ประชุมวางกรอบพื้นที่ดอยหลวงและหมู่บ้านโดยรอบ 34 หมู่บ้าน ครอบคลุมการจัดการเชื้อเพลิง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่กรอบนี้ยังไม่พูดถึงสองเรื่องที่ผู้นำชุมชนยกขึ้นมามากที่สุด คือสิทธิในที่ดิน และเงินที่ลงถึงหมู่บ้านโดยตรง “ถ้าแก้เฉพาะฝุ่นควัน มันก็เดิม ๆ เหมือนทุกปี” กอบกุลบอก เธอหวังว่าโมเดลนี้จะ “ปลดล็อก” เงื่อนไขที่ทำให้หมู่บ้านในเขตอนุรักษ์เข้าไม่ถึง
จากการพูดคุยกับผู้นำชุมชนทั้งสามพื้นที่ และเสียงในเวทีสมัชชาป่าชุมชน ข้อเสนอหลายข้อชี้ไปทางเดียวกัน เริ่มจากเกณฑ์การเข้าถึงเงินดูแลป่า ซึ่งควรดูที่ผลงานการดูแล ไม่ใช่ประเภทของที่ดิน เพื่อให้ชุมชนในเขตอนุรักษ์เข้าถึงกลไกคาร์บอน หรืออย่างน้อยมีกองทุนที่ทำหน้าที่แทน ซึ่งกองทุนภูมิอากาศภายใต้กฎหมายโลกร้อนอาจเป็นช่องทางนั้นได้ หากเขียนให้ชุมชนในเขตอนุรักษ์มีสิทธิขอรับการสนับสนุนตั้งแต่ต้น ขณะที่คนฝั่งที่ได้เงินอย่างศิริวรรณเสนอให้หักเงินคาร์บอนส่วนหนึ่งเข้ากองกลางเพื่อหมู่บ้านที่ตกหล่น ส่วนงบรัฐ ชุมชนอยากเห็นเงินที่มาถึงหมู่บ้านก่อนไฟ ไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ต้องติดกับข้าวกล่อง และจัดสรรตามพื้นที่ป่ากับภาระไฟที่แต่ละบ้านแบกอยู่จริง รวมถึงเปิดแผนที่ทั้งขอบเขตที่ใช้นับจุดความร้อนและขอบเขตโครงการคาร์บอน ให้ชุมชนตรวจสอบและโต้แย้งได้
ในระดับกฎหมาย ศยามลเสนอให้ทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นทางออกระยะสั้น และแก้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ในระยะยาว พร้อมคุ้มครองสิทธิชุมชนดั้งเดิมและไร่หมุนเวียนไว้ในกฎหมายโลกร้อน ขณะนี้มีร่างแก้ไข พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่เสนอโดย ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 7 สิงหาคม ถึง 18 กันยายน 2569 ให้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนไม่ต้องนำส่งคลัง แต่ให้คณะกรรมการป่าชุมชนจัดสรรแก่สมาชิกโดยตรง ทว่าร่างนี้ก็ยังครอบคลุมเฉพาะป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนแล้ว อีกหลายเสียงในเวทีสมัชชาฯ มองหาเงินจากช่องทางใหม่ ทั้งกองกลางระดับจังหวัด พันธบัตรเมืองด้านสิ่งแวดล้อม (City Bond) และการให้เอกชนบริจาคตรงให้คณะกรรมการป่าชุมชนโดยนำไปลดหย่อนภาษีได้
ถ้าไม่ใช่คาร์บอนเครดิต รัฐควรทำอะไร พชรตอบว่าต้องเริ่มจากเลิกนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด เพราะเมื่อประกาศปิดป่า ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปลาดตระเวนหรือดับไฟ เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเผา เขายกกรณีบ้านดอยช้างป่าแป๋ ชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องจัดการไฟทั้งปี ใช้ทั้งระบบสปริงเกอร์และโดรน แต่ปีนี้กลับถูกยึดไร่หมุนเวียน 2 แปลงหลังจุดความร้อนขึ้น “นี่ขนาดชุมชนที่ดีที่สุดแล้ว” สำหรับพชร การยอมรับวิถีของชุมชนและให้สิทธิออกแบบเองเป็นรางวัลที่ยั่งยืนกว่าเงินชั่วคราว
บุญตาสรุปโจทย์ไว้ 3 ประเด็น คือสิทธิและอำนาจในการบริหารจัดการ ศักยภาพและองค์ความรู้ และระบบสนับสนุน โดยเฉพาะงบประมาณ รัฐควรเปลี่ยนจากผู้ควบคุมเป็นหน่วยสนับสนุน ในระบบจัดการร่วมที่มีธรรมาภิบาลระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และรัฐ เธอยังเสนอว่ากองทุนคาร์บอนควรแบ่งส่วนหนึ่งมาทำงานหลังบ้าน อย่างการช่วยชุมชนขึ้นทะเบียนป่าชุมชน และชุมชนที่ได้เงินแล้วก็ควรแบ่งสักร้อยละ 1–3 เป็นกองทุนช่วยหมู่บ้านอื่น ไม่อย่างนั้นตลาดก็จะหยิบเฉพาะพื้นที่ที่พร้อมแล้ว
สำหรับทิศทางข้างหน้า สมิทธิตั้งเป้าขยายพื้นที่โครงการจากราว 280,000 ไร่เป็น 1–1.2 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือต้องอาศัยพาร์ตเนอร์อื่น ในเชียงใหม่ซึ่งมีป่าชุมชนราว 800,000 ไร่ เขาเล็งไว้ราว 300,000 ไร่ และอยากให้ มช. สภาลมหายใจ และเครือข่ายเอ็นจีโอทำส่วนที่เหลือ โดยมูลนิธิพร้อมฝึกคนให้ เขายังเห็นว่าคนดับไฟควรได้ค่าแรงอย่างน้อยเท่าค่าแรงขั้นต่ำ “ถ้าให้พวกเราขึ้นไปดับไฟโดยไม่ได้เงิน ทั้งที่ปกติทำงานได้เงินทุกวัน แถมเสี่ยงถูกไฟคลอก แล้วใครจะดูแลพ่อแม่ ดูแลลูก” และกำลังหารือเรื่องประกันกลุ่มสำหรับคนที่เป็นด่านหน้าป้องกันไฟ
ศิริวรรณเองไม่ได้มองว่าเงินคาร์บอนคือคำตอบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นมากกว่า ความยั่งยืนจริงคือป่าที่คนยังดูแล และความสัมพันธ์กับหมู่บ้านที่ใช้ลำน้ำสายเดียวกัน ในงานสมัชชาป่าชุมชนเชียงใหม่ครั้งที่ 6 ปิดท้ายด้วยการส่งธงให้เครือข่ายอำเภอเชียงดาวเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป เวทีครั้งที่ 7 จึงอาจเป็นครั้งแรกที่คำถามของหัวทุ่ง แม่คองซ้าย และทาเหนือ ถูกวางลงบนโต๊ะเดียวกัน
อีกไม่กี่เดือน ชุมชนรอบดอยหลวงเชียงดาวจะเริ่มทำแนวกันไฟอีกครั้ง บางชุมชนจะเริ่มพร้อมเงินคาร์บอนจากภาคเอกชนที่มาถึงก่อนไฟ อีกหลายชุมชนจะเริ่มด้วยเงินที่ลงขันกันเอง ส่วนงบรัฐ หากมาถึง ก็มักมาช้า ไม่พอ และมาพร้อมกรอบที่ตั้งจากโต๊ะทำงาน มากกว่าจากแนวกันไฟบนดอย ทั้งข้าวกล่องที่ต้องครบตามใบสั่งจ้าง เบี้ยเลี้ยง 240 บาทที่ต้องแลกกับการทำงาน 12 ชั่วโมง และน้ำมันที่เติมรถได้แต่เติมเครื่องเป่าลมไม่ได้
ความเหลื่อมล้ำสีเขียวจึงไม่ได้เกิดจากเงินก้อนใดก้อนหนึ่ง แต่เกิดจากปัจจัยสองเรื่องที่ทับกัน เรื่องแรกคือประเภทที่ดิน ซึ่งตัดสินว่าใครมีสิทธิขายคาร์บอน อีกเรื่องคือระเบียบการใช้เงิน ซึ่งตัดสินว่าเงินรัฐจะมาถึงเมื่อไรและใช้ทำอะไรได้ เอกชนอาจจะไว้ใจชุมชนพอจะส่งเงินให้ก่อนไฟมาและให้ตัดสินใจเอง แต่ไว้ใจเฉพาะชุมชนที่มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียน ส่วนรัฐซึ่งถ่ายโอนภารกิจไฟป่าให้ท้องถิ่นแล้ว ถ่ายโอนได้แต่งานกับกรอบการใช้เงิน แต่ยังถ่ายโอนความไว้ใจให้ชุมชนที่อยู่ใกล้ป่า ใกล้ไฟที่สุดไม่ได้
หากว่ากฎหมายโลกร้อนมีผลบังคับใช้และเป้า Net Zero รุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆ เส้นแบ่งเหล่านี้จะยิ่งมีราคาแพงขึ้น ไฟไม่รู้จักเส้นแบ่งเขต แต่เงินดูแลไฟรู้ ส่วนที่แม่คองซ้าย กอบกุลยังรอคำตอบที่ง่ายกว่านั้น ว่าปีหน้าเงินดูแลไฟจะมาถึงก่อนไฟหรือมาหลังไฟมอดเช่นทุกปี
แหล่งข้อมูล
- NDC 3.0 / Net Zero 2593 / 152 ล้านตัน / ลดร้อยละ 47 / ปีฐาน 2562 ปล่อย 379.2 และสุทธิ 287.2 ล้านตัน – Thailand NDC 3.0 (UNFCCC, ยื่น 4 พ.ย. 2568) https://unfccc.int/sites/default/files/2025-11/TH%20NDC%203.0.pdf และข่าวกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม https://www.dcce.go.th/13314/
- เป้าดูดกลับภาคป่าไม้ 120 ล้านตัน / เป้าพื้นที่ป่าร้อยละ 55 / งบป่าไม้สาธารณะ ~540 ล้านดอลลาร์ต่อปี เทียบความต้องการเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์ใน 10 ปี – World Bank (2568) https://documents1.worldbank.org/curated/en/099100425072015607/pdf/P507208-7864285c-5c22-470d-87f4-edf65f002642.pdf
- พื้นที่ป่าไม้ปี 2567 ร้อยละ 31.46 – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อ้างข้อมูลกรมป่าไม้ https://www.seub.or.th/bloging/work/2025-85/
- บริษัท 14 รายที่ร่วมโครงการปี 2566 – ThaiPublica 17 ส.ค. 2566 https://thaipublica.org/2023/08/maefahluang-carbon-credit/ ; ส่งมอบเครดิตเฟสแรก 43,123 ตัน – SD Thailand 23 ก.ย. 2568 https://www.sdthailand.com/2025/09/mflf-certify-carbon-credit-from-community-forests-project ; MOU กลุ่ม ปตท. 27 ก.ย. 2569 https://maefahluang.org/en/ptt-group-and-mae-fah-luang-foundation-join-forces-to-support-thailands-net-zero-goal
- แผนแม่บท กทม. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2564-2573 (Net Zero 2593) – https://eqmplatform.onep.go.th/public-plan/detail/1034
- สถิติคาร์บอนเครดิต อบก. ณ 14 ต.ค. 2569 (รับรอง ~27 ล้านตัน / ชดเชย ~2.9 ล้านตัน) – https://www.tgo.or.th/2023/index.php/en ; ราคาเครดิตป่าไม้และเกษตรเฉลี่ย 174.52 บาท/ตัน Q1 ปีงบ 2568 – ฐานเศรษฐกิจ https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/618618 ; ภาษีคาร์บอน 200 บาท/ตัน มติ ครม. 21 ม.ค. 2568 — Thai PBS https://www.thaipbs.or.th/news/content/348397
- ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ครม. เห็นชอบหลักการ 2 ธ.ค. 2568, กฤษฎีกาตรวจพิจารณา, 205 มาตรา, ETS/ภาษีคาร์บอน/CBAM/ตลาดเครดิต/กองทุนภูมิอากาศ – ICAP https://icapcarbonaction.com/en/ets_system/81 ; กรมประชาสัมพันธ์ 6 พ.ค. 2569 https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/52/iid/500596 ; คาดมีผลไตรมาส 3 ปี 2570 – The Nation 7 ก.ย. 2569 https://nationthailand.com/sustaination/40070755
- ชุมชนในป่าอนุรักษ์ 4.257 ล้านไร่ 4,042 หมู่บ้าน >300,000 ครัวเรือน – กรมอุทยานฯ ส.ค. 2569 http://news.dnp.go.th/news/48311
- งบไฟป่าเชียงใหม่ปี 2569 (73.4 ล้านบาท; กรมอุทยานฯ 63.6 ล้าน; อปท. 191 แห่ง 18.4 ล้าน; แนวกันไฟ 41 โครงการ 1.7 ล้าน) – Rocket Media Lab 17 เม.ย. 2569 https://rocketmedialab.co/chiang-mai-smog-budget-breakdown/
- 19 จาก 24 โครงการ REDD+ อยู่ในป่าที่มีกฎหมายคุ้มครอง – Mekong Eye 17 มิ.ย. 2567 https://www.mekongeye.com/2024/06/17/forest-carbon-credits-thailand
- ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ป่าชุมชน (เพิ่มบทบัญญัติการขายคาร์บอนเครดิต) โดย ร่มธรรม ขำนุรักษ์ และคณะ – ระบบรับฟังความคิดเห็น ม.77 https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=613
- สัดส่วนจุดความร้อน/รอยเผาไหม้ในเชียงใหม่และเชียงดาว และข้อมูล 269 หมู่บ้าน/ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 34 – อินโฟกราฟิกของผู้เขียน (VIIRS/NASA FIRMS, GISTDA, กรมอุทยานฯ, กรมป่าไม้) ตามที่ระบุในภาพ