ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

Tea Talk ฝุ่น-ไฟ เชื่อมธุรกิจร่วมกับชุมชน แก้ฝุ่นเชียงใหม่

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

Tea Talk ฝุ่น-ไฟ เชื่อมธุรกิจร่วมกับชุมชน แก้ฝุ่นเชียงใหม่

กองบรรณาธิการประชาธรรม

8 มีนาคม 2569

อ่าน 2 นาที

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่จัดเวที Tea Talk ชวนภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อหาแนวทางสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาฝุ่นไฟในพื้นที่ รวมถึงการระดมความเห็นที่ภาคธุรกิจจะสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันได้ ภายใต้แคมเปญ “Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วมช่วยกัน” เวทีนี้ได้รับความอนุเคราะห์ด้านสถานที่ และอาหารว่างจากโรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่

นลี อินทรนันท์ หรือครูเบลล่า ประธานมูลนิธิสภาลมหายใจเชียงใหม่กล่าวว่าเวทีนี้เกิดขึ้นได้เพราะโรงแรมรติล้านนาฯ อนุเคราะห์สถานที่และของว่าง เราทำงานสภาลมหายใจทำตั้งแต่เรื่องพื้นที่สีเขียว ขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมการขี่จักรยานลดคาร์บอนไดออกไซด์ในเมือง หัวใจก็คือเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันของเชียงใหม่ สิ่งที่ชื่นชมการทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่คือการทำงานร่วมกับชุมชน มองเห็นปัญหาที่กว้างกว่าในเมือง ความแปลกแยกของคนเมืองคือไม่ได้ใส่ใจพื้นที่ 70 % ที่เป็นพื้นที่ป่า-ดอย ถึงเวลาที่เราต้องให้ความสนใจเมืองเชียงใหม่ที่มากกว่าอำเภอเมือง

ละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่กล่าวว่าสภาลมหายใจเชียงใหม่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยกันขับเคลื่อนปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่ ก็เป็นกำลังใจให้ สำหรับตนเองบ้านเกิดเป็นคนเชียงใหม่ ในนามภาคเอกชน โรงแรมไทยเราสามารถเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับทุกท่าน แม้โอกาสและเวลาอาจจะน้อยในการช่วยเหลือชุมชน แต่ถ้าเรามีส่วนก็จะช่วยเพื่อทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิต สุขภาพที่ดี ก็ยินดี อะไรที่ทำง่าย ๆ มันทรงพลังมาก ทำให้เมืองเราดี และขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีไปด้วยกัน

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของแคมเปญ Liveable Chiang Mai และสาเหตุที่ดึงภาคธุรกิจเอกชนในเชียงใหม่มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนว่าจากการทำงานสภาลมหายใจมา 6 ปี พบว่ามีช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท สภาลมฯ เป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่องค์กรใดองค์หนึ่งที่จะแก้ปัญหาฝุ่นได้เพียงลำพัง จึงอยากเชื่อมศักยภาพของทุกคนมาร้อยเรียงกันเพื่อช่วยกันจึงเกิดแคมเปญนี้ขึ้นมา

การแก้ไขปัญหาฝุ่นในเชียงใหม่ที่มีความคืบหน้าคือเรามีการบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐ ประชาสังคม และชุมชน และจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวที่มีแผน 5 ปี ที่จัดทำโดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคประชาสังคม นอกจากนี้เรายังมีการทำงานกับพื้นที่กลุ่มป่าดอยสุเทพ และ 6 ตำบลโดยทำให้เกิดแผนของชุมชน มีความคืบหน้าเรื่องการถ่ายโอนภาระกิจกรมป่าไม้มายังท้องถิ่นจนปัจจุบันมีการถ่ายโอนมาแล้วจำนวน 119 แห่ง แต่งบประมาณที่จัดสรรมาให้กับท้องถิ่นยังน้อยอยู่ นอกจากนี้เราก็มีงบจาก อบจ.ที่กระจายให้หมู่บ้านด้วยเป็นงบที่ให้หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 14,000 บาทจำนวน 70 หมู่บ้านให้ดูแลไฟจำนวน 4 เดือน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อจำกัดคือยังมีไฟที่ไม่มีเจ้าของ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้โอนภารกิจให้ แต่ยังไม่มีคนดูแล ทำให้เกิดพื้นที่สุญญากาศไม่มีเจ้าภาพ นโยบายที่ Top Down ชาวบ้านไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องในการดูแล การทำงานของเราจะเปลี่ยนจากจำเลยมาเป็นเจ้าภาพได้อย่างไร งบประมาณที่กระจายมาไม่เพียงพอจะทำให้เพียงพอได้อย่างไร เชียงใหม่มีพื้นที่ป่า 70 เปอร์เซนต์ การดูแลเป็นเรื่องสำคัญ อีกอย่างคืองบรัฐขาดความยืดหยุ่น เช่น เครื่องเป่าลมซื้อไม่ได้ เพราะเป็นครุภัณฑ์ก็ต้องแก้ไขต่อไป

ชัชวาลย์กล่าวต่อว่าตอนนี้สิ่งที่เชียงใหม่ต้องการคือความเข้าใจปัญหาฝุ่นไฟ ซึ่งปัญหานี้ซับซ้อนมาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องการปลูกข้าวโพด จะเปลี่ยนเป็นพืชที่ยั่งยืนอย่างไรก็เกี่ยวข้องเรื่องความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกร กฎหมายป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ที่ประกาศทับที่ดินทำกินของชุมชน ทำให้ชุมชนไม่มีสิทธิในที่ดิน ส่งผลให้ไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นได้เป็นต้น

ปัจจุบันชุมชนถือเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเรื่องไฟป่า ตอนนี้เชียงใหม่มีชุมชนที่อยู่ติดเขตป่า 1,171 หมู่บ้าน ถ้าแบ่งตามไซส์การดูแลป่า หมู่บ้านไซส์ S ที่ดูแลป่าขนาดเล็กตั้งแต่ 0-2,000 ไร่ มี 423 หมู่บ้าน ใช้งบประมาณการป้องกันไฟป่าประมาณ 50,000 บาท หมู่บ้านไซส์ M  ดูแลป่า 2000-10,000 ไร่ มี 397 หมู่บ้าน ใช้งบประมาณในการป้องกันไฟป่า 100,000 บาท หมู่บ้านไซส์ L ดูแลป่า 10,001-30,000 ไร่ มี 293 หมู่บ้าน ใช้งบประมาณในการป้องกันไฟป่า 150,000 บาท และหมู่บ้านไซส์ XL ดูแลป่าตั้งแต่ 30,000 ไร่ขึ้นไป มี 58 หมู่บ้าน ใช้งบประมาณในการป้องกันไฟป่า 200,000 บาท

สรศักดิ์ เสนาะพรไพร ตัวแทนชุมชนบ้านห้วยอีค่างกล่าวว่ารู้สึกดีที่ได้มาพบกับภาคธุรกิจ 20 ปีที่ผ่านมาของการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ชาวบ้านได้ริเริ่มทำแนวกันไฟเชื่อมต่อกันของคนกะเหรี่ยง เชื่อมระหว่างอำเภอ เพราะเราคิดว่าถ้าต่างคนต่างทำมันไม่ได้ มีการทำแผน จัดกิจกรรมจนตอนนี้รวมตัวกันได้ 156 หมู่บ้านแล้ว ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านมาไกลมากแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ชาวบ้านต้องจัดตั้งกองทุนของตัวเอง เช่น บ้านห้วยอีค่าง อ.แม่วาง ต้องระดมทุนบ้านละ 38 บาท เป็นกองทุนฉุกเฉินที่ดูทั้งเรื่องไฟ และเรื่องอื่น ๆ ของหมู่บ้าน หลาย ๆ หมู่บ้านก็มีแนวคิดแบบนี้คือไม่สามารถรอภาครัฐได้ ควรมีการจัดตั้งกองทุนเรื่องไฟป่า สิ่งแวดล้อมที่จะทำให้การสนับสนุนทันต่อเหตุการณ์มากกว่าภาครัฐ

เหนือ พันธุ์เจริญ บริษัท Leaf Greener Me กล่าวว่าในบทบาทของภาคธุรกิจว่าตนเองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการทำงานของบริษัทก็จะเน้นการทำงานร่วมกับชุมชน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปทำกับชุมชนที่ดอยหล่อ ทำเรื่องแชมพู น้ำยาล้างจานที่ไม่ใช้สารเคมี ทำแบรนด์ของชุมชนให้เป็น Global ได้อย่างไร ในอนาคตก็สนใจเรื่องกระดาษที่ทำจากฟางข้าว ก็จะเป็นการแก้ปัญหาฝุ่นได้อีกทางหนึ่ง

“ความจริงการแก้ปัญหาฝุ่นนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข แต่รัฐบาลไม่เคยแก้ได้ แต่เราต้องทำเพราะมันเป็นบ้านของเรา”

ดนัย เลียวสวัสดิพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามรอยัลออคิด จำกัด กล่าวว่าการรวมตัวแบบนี้มีพลัง ทำให้เกิดไอเดีย ถ้าเรารวมพลังได้ก็จะทำให้แก้ปัญหาได้ แต่ต้องอยู่ที่อำนาจรัฐที่เขาต้องมองปัญหาให้เหมือนเราก็จะแก้ได้

ธีระ หว่องวัฑฒโน โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ จะแก้ไขปัญหาฝุ่นต้องคิดว่าเราอยู่ในโลกที่ไม่มีหน้าต่างเพราะเราปล่อยอะไรออกไป มันก็จะวนมาหาเรา เปรียบเหมือนเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ มันวนไปไหนไม่ได้ เมืองที่มีมลพิษจะลดน้อยลงได้อย่างไร อยู่ที่เราปรับวิถีชีวิตของเราด้วย ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำอีกอย่างคือการลบภาพจำของนักท่องเที่ยวที่ว่าเดือนมีนาคมไม่ต้องมาเชียงใหม่เพราะอากาศไม่ดี ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ การท่องเที่ยวก็จะกลับมา

ภราดล พรอำนวย นักดนตรีและเจ้าของร้านนอร์ทเกตมีความเห็นว่าถ้าจะแก้ไขปัญหาฝุ่นต้องผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้มีผลบังคับใช้ภายใน 60 วันที่มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว คิดว่าภาคเอกชนก็ควรจะช่วยผลักดันเรื่องนี้ เพราะกฎหมายนี้มีเรื่องของการตรวจสอบย้อนกลับในเรื่องของการปล่อยมลพิษด้วย

จักรวาลธวัฒน์ วรรณาวงค์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) แม็คโคร-โลตัสกล่าวว่าเห็นด้วยที่จะต้องผลักดันให้มี พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้เร็วที่สุด ตอนนี้สิ่งที่ภาคเอกชนทำ เช่น โลตัสทำเรื่องการจัดการ Food waste ทำปุ๋ยอินทรีย์ ไปสนับสนุนชุมชนที่เป็นอาสาสมัครดับไฟป่า รับซื้อใบไม้แห้ง จนถึงตั้งกล่องรับบริจาคเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วม แต่เรายังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล สภาลมหายใจฯ อาจจะเป็นตัวเชื่อมชุมชนกับภาคธุรกิจได้ โลตัสยินดีสนับสนุน

ปริศนา พรหมมา ผู้ประสานงานพื้นที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่าตอนนี้ชุมชนหลายชุมชนมีแผนในพื้นที่ที่จะช่วยกันดูแลป้องกันไฟป่า เราจะเชื่อมแผนกันอย่างไรทั้งแผนในเมือง และนอกเมืองรวมไปถึงภาคธุรกิจด้วย และทำให้คนรับรู้มากขึ้น แต่เบื้องต้นยังไม่มีกองทุนสนับสนุนชุมชนที่จะต้องมีการผลักดันต่อไป มาตรการของจังหวัดเชียงใหม่คือเอาไฟมาอยู่ในแผนทั้งหมด มีการแยกแยะ และจัดการให้ไปด้วยกันทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะประสานงานร่วมกันกับภาคเอกชนด้วย

ปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ รองประธานมูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่กล่าวขอบคุณภาคธุรกิจเอกชนที่มาร่วมงานในวันนี้ และคิดว่าวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะมีการประสานงานกันต่อไปในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นของจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ ในเวทีมีข้อสรุปร่วมกันคือจะมีการรวบรวมไอเดียและข้อเสนอต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นนำเสนอรัฐบาลรวมถึง การร่วมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดภายใน 60 วันหลังมีการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการผลักดันให้เกิดกองทุนที่จะสนับสนุนชุมชนเพื่อขับเคลื่อนอากาศสะอาด

สำหรับภาคธุรกิจเอกชนที่เข้าร่วมในวันนี้มีหลากหลาย ได้แก่ บริษัท Aegistek Corp. Limited, บุญถาวร, บริษัท สยามรอยัลออคิด จำกัด, โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ, Farm63 Chiangdao, ตลาดคำเที่ยง, บริษัท Leaf Greener Me, วิ่งเล่นสตูดิโอ, Lanna Dog Welfare, Baanbooloo Village, บริษัท อนุสารเชียงใหม่ จำกัด, เจ้าของแบรนด์ WASOO, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) แม็คโคร-โลตัส, เวิ้งคุณนลี, ร้านหนังสือเล็ก ๆ, Sugunnasil Stay Co.,Ltd.


แชร์บทความ

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2026 ประชาธรรม — สื่อชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง