ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

คุยกับคนม้ง ดับไฟในป่าดิบสุเทพ-ปุย

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

คุยกับคนม้ง ดับไฟในป่าดิบสุเทพ-ปุย

เบญจา ศิลารักษ์

8 มกราคม 2569

อ่าน 3 นาที


ฟังบทความ

ตอนที่ 1 สู้ไฟในป่าดิบ

การสะสมเชื้อเพลิงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ชุมชนอยู่กับป่าจะมีการคำนวณ และใช้เป็นดัชนีชี้วัดว่าปีนั้นไฟจะลุกโหมมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับการดูสภาพอากาศของแต่ละปีว่ามีความชื้น ความแห้งแล้งมากน้อยเพียงใด จะใช้เป็นตัวกำหนดการรับมือ “ไฟป่า” ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี ก่อนถึงฤดูฝุ่นได้มีโอกาสคุยกับคนม้งดอยสุเทพ ปุย 2 หมู่บ้าน ที่สภาพพื้นที่ป่ารอบ ๆ หมู่บ้านมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น และป่าสนเขา มีหน้าผาสูงชัน โดยทั้ง 2 หมู่บ้านม้งจะมีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายม้ง 12 หมู่บ้าน และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ แต่ละหมู่บ้านจะมีขอบเขตพื้นที่การดูแลป่าที่ชัดเจน โดยบ้านม้งดอยปุยจะมีพื้นที่ป่าที่ดูแลจำนวน 6,129 ไร่ แต่ความเป็นจริงต้องดูแลครอบคลุมพื้นที่มากกว่านี้ถึงหมื่นกว่าไร่เพื่อป้องกันไฟ แม้จะอยู่นอกเขตชุมชนก็ตาม เช่นเดียวกับบ้านม้งขุนช่างเคี่ยนจะมีพื้นที่ป่าที่ดูแลจำนวน 9000 กว่าไร่ แต่จำเป็นต้องดูพื้นที่รอบ ๆ ที่ไกลถึง อ.แม่ริมอีกหมื่นกว่าไร่ เช่นกัน

สำหรับปีนี้ ชาวบ้านเล่าว่าการดูแลป่าสิ่งที่ต้องเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เพราะกังวลเรื่อง “ไฟใต้ดิน” ในรอบ 4-5 ปีหลังจากไฟไหม้ใหญ่บนดอยสุเทพคือเมื่อปี 2563 มีการป้องกันไฟตลอด และเชื้อเพลิงเริ่มสะสมเป็นจำนวนมากขึ้น การดูแลไฟป่าที่มีเชื้อเพลิงสะสมจะมีวิธีการที่พิเศษ ที่ต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจระบบนิเวศเป็นอย่างดี บางครั้งไฟที่ผิวดินดับไปแล้ว ไม่ได้แปลว่าภารกิจจะจบสิ้น เพราะเปลวไฟที่ร้อนระอุใต้ผิวดินเป็นสิ่งที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา

(1) สู้ไฟในป่าดิบ

ตัวแทนชุมชน และอาสาสมัครดับไฟป่าบ้านขุนช่างเคี่ยน

“ไฟที่มาจากหน้าผา โดยเฉพาะที่มาจากผากลองจะดับยากมาก เวลาที่ไฟมาเราจะทำแนวกันไฟกันไว้ บ้านของเรามีเขตติดต่อ 3 อำเภอ คืออ.แม่ริม ช้างเผือก และสุเทพ เรายังโชคดีที่มีบางจุดมีแนวถนนกั้นแล้ว ทำให้เหลือบางด้านที่เราต้องระวัง เราจะเน้นที่การทำแนวกันไฟบริเวณดอยหัวหมูที่ไฟจะมาจากด้านล่าง เราจะมีทีมดับไฟจำนวน 11 ชุด ชุดละ 14-15 คน เราจะเฝ้าระวังไฟตลอดฤดูกาล โดยมีชุดเฝ้าระวังอยู่ 2 จุดคือบริเวณหน้าหมู่บ้าน กับหลังหมู่บ้าน” สุชาติ ยั่งยืนกุล กรรมการหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน และเป็นทีมอาสาดับไฟป่าของหมู่บ้านเล่าถึงการดับไฟของบ้านขุนช่างเคี่ยน

สุชาติ เล่าต่อว่าความน่ากลัวของไฟในป่าดิบคือ “ไฟใต้ดิน” ถ้าคนที่ไม่เชี่ยวชาญเมื่อเข้าไปในป่าจะไม่รู้ว่าเลยว่าด้านล่างที่เชื้อเพลิงสะสมนั้นมีไฟอยู่ เพราะใบไม้ที่สะสมจนหนานั้นอยู่ใต้ดิน และไม่ได้ไหม้มานาน เชื้อเพลิงเริ่มเปื่อยยุ่ยพร้อมจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ถ้าเราสังเกตจากผิวดิน เราก็จะพอรู้แล้วว่าใต้ดินมีไฟ การดับไฟบริเวณนี้เราจะต้องใช้จอบขุดเป็นร่องลึกเพื่อกันไม่ให้ไฟลามใต้ดิน เป็นการตัดไฟอีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ทำแค่ผิวดิน ถ้าคนเข้าไปดับไฟป่า เดินป่าในเขาสูงชัน เดินไม่เป็นก็จะล้ม

เย่ง เลาโซ้ง ตัวแทนชุมชน และเป็นอาสาสมัครดับไฟป่า บ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าว่าตอนที่เขาไปดับไฟป่า บางคืนลุกไหม้ 4-5 รอบก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะจะต้องเฝ้าจริงจังเมื่อไฟป่าเกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่บ้านบางส่วนเป็นป่าสน จะมีลูกสนถ้ากลิ้งลงไปก็จะทำให้ไหม้ลาม สิ่งที่พวกเขาต้องรีบทำเลยคือการขุดดินเป็นหลุม เป็นร่องเพื่อให้ลูกสนลงไปในหลุมไม่กลิ้งลงไปด้านล่าง เขาจะขุดร่องรอบพื้นที่ไฟ ใช้เวลาดับนานเป็นอาทิตย์กว่าที่ไฟจะสงบลงในรอบนั้น

โต้ง เลงลี ตัวแทนชุมชน และอาสาสมัครดับไฟป่าบ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อันตรายนอกเหนือจากไฟใต้ดินคือไฟที่กระโดดข้ามจากเรือนยอดด้วย ถ้ากรณีแบบนี้การดับไฟต้องใช้วิธีเผาชนเพราะมันเป็นจุดที่เป็นหน้าผา เขาสูงชัน เราไม่สามารถเข้าไปดับไฟป่าได้ มันอันตรายมาก กรณีนี้เราต้องช่วยกันทั้งดับ และทำแนวกันไฟไปพร้อม ๆ กัน ส่วนไม้สนที่โดนไฟไหมไปแล้วต้องใช้เลื่อยยนต์ และใช้น้ำดับจนสนิท ไม่เช่นนั้นก็จะลุกเป็นเชื้อไฟได้อีก

เมื่อถามว่าการดับไฟป่ามันยากและท้าทายแบบนี้รู้สึกเหนื่อย หรือท้อบ้างหรือไม่ กลุ่มชาวบ้านที่คุยกับเราส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ตอบว่า “ ถ้าเราไม่ไปช่วยกันดับไฟป่า น้ำก็จะแห้ง น้ำไม่มี สัตว์ป่าก็ตาย เราก็แย่ไปด้วย”

“เวลาเราไปดับไฟป่าในตอนกลางคืน  ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเลือกในช่วงเวลากลางคืนเพราะไม่ร้อน และเห็นไฟชัดเจน “หิวข้าวก็หิว แต่ก็ต้องอยู่ในนั้น แต่ยังไงก็เป็นความเคยชินของเรา เพราะเราอยู่กับป่า เข้าป่ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตามพ่อไปดับไฟตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก็เลยชิน อยู่ได้ แต่กลุ่มเสือไฟที่เขามาช่วยดับไฟ เขามาช่วยดับไฟแล้วก็ไป คนที่เฝ้าระวังตลอดคือคนในชุมชน เพราะเราอยู่ที่นี่” เย่ง เลาโซ้ง ตัวแทนชุมชน และอาสาดับไฟป่าเล่า

พ่อหลวงกิตติศักดิ์ ยั่งยืนกุลฉัตร ผู้ใหญ่บ้านบ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าถึงความกังวลสำหรับตนเองในฐานะผู้ใหญ่บ้านเนื่องจากบ้านขุนช่างเคี่ยนเป็นพื้นที่ใจกลางสุเทพ-ปุย เป็นป่าหน้าดอยที่อยู่หลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พอมีควันขึ้นปุ๊บ ผู้ว่าฯ ก็จะโทรหานายอำเภอ นายอำเภอก็โทรหาพ่อหลวงให้ดับอย่างเดียว และในปีนี้สิ่งที่กังวลเนื่องจากฝนชุกมากมีใบไม้ใบหญ้าขึ้นเยอะ พอถึงหน้าแล้งก็เป็นเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ถ้าไหม้หนัก ต้นไม้ก็จะตาย ชาวบ้านก็เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำอีก

เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา กำนันตำบลสุเทพ บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ

เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา กำนันตำบลสุเทพ บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ เล่าว่าเวลาไปดับไฟในป่าดิบชื้น สิ่งที่เราจะต้องดูก่อนเลยคือดูเรื่องความเร็ว และความแรงของไฟก่อน เราจะเปิดแนวกันไฟตั้งแต่หางไฟจนถึงหัวไฟ ถ้าไปคนเดียว แต่ถ้าไปหลายคนเราจะทำ 2 อย่างคือทั้งทำแนวกันไฟไปด้วย ดับไฟไปด้วย กลุ่มหนึ่งจะทำแนวกันไฟ อีกกลุ่มก็จะไปดับไฟ  การทำแนวกันไฟในช่วงที่มีไฟ ยิ่งกว้างก็ยิ่งดี

ถ้าเป็นไฟใหญ่เราต้องตัดไฟไกล ถ้าเราไปใกล้อันตรายมาก แล้วจุดไฟชนไฟเพื่อให้ไฟดับ การจุดไฟชนไฟ ยังมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเผาป่า หรือเผาไปเรื่อย ความจริงแล้วคนที่จุดจะต้องมีประสบการณ์ ต้องรู้จักพื้นที่ สภาพป่า และระบบนิเวศนั้นๆ เป็นอย่างดี รวมถึงลักษณะการไหม้ของไฟ เช่น เราจะไม่จุดไฟที่มีลักษณะเป็นป่าไผ่ หรือป่ากล้วย ไฟจะยิ่งโหมหนัก

ถ้าฉุกเฉิน เราจะต้องดูด้วยว่าพื้นที่ลาดเอียงแค่ไหน จะไล่ไฟไปทางไหน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะมีความสำคัญ ถ้าคนไม่รู้จักพื้นที่เน้นที่การดับอย่างเดียวก็อาจจะอันตราย และบางครั้งไฟยิ่งลุกโหม เป็นต้น ไฟใหญ่ขนาดเท่าไหร่ เราจะต้องดูเป็นว่าเราจะใช้กำลังคนเท่าไหร่ ขนาดไหนถึงต้องเรียกกำลังเสริม หรือการใช้โดรนช่วยดับไฟ

กฎระเบียบ แต่ละบ้านจะต้องสมาชิก 1 คนมาช่วยกันทำแนวกันไฟ ถ้าไม่ไปก็จะเสียค่าปรับครั้งละ 250 บาท นำมาเป็นกองกลางสำหรับจ่ายค่าอาหาร และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการดับไฟ

หมู่บ้านเรามีสมาชิก 1500 คน จาก 300 ครัวเรือนทุกคนมีส่วนร่วมในช่วงที่มีการทำแนวกันไฟ  ส่วนชุดดับไฟของเราจะแบ่งเป็นชุด เรามีทีมดับไฟทั้งหมด 13 ชุด ชุดละ 20 คน กลุ่มนี้จะช่วยกันดูแลดับไฟป่า โดยจะสลับกันไปตลอดฤดูกาล เรารักบ้านเกิด และทำด้วยหัวใจ

ข้อมูลจาก แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงแก้ไขปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน ชุมชนเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ – ปุย จังหวัดเชียงใหม่ที่จัดทำโดยแผนงานเสริมความเข้มแข็งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาสังคม และสภาลมหายใจเชียงใหม่ระบุว่าชุมชนบ้านดอยปุย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีแนวเขตติดต่ออำเภอแม่ริมและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่  พื้นที่รอบหมู่บ้านเป็นป่าดิบเขา ซึ่งส่วนใหญ่วิวัฒนาการมาจากป่ารุ่นสอง (Secondary Forest) เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เคยถูกแผ้วถางเพื่อทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียน ต่อมาเมื่อชาวม้งมีรายได้จากการท่องเที่ยว และการปลูกไม้ผล ซึ่งพื้นที่ในระดับต่ำกว่ามาทดแทนการทำไร่หมุนเวียน ทำให้พื้นที่ป่าได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูให้กลายเป็นป่ารุ่นสองขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นป่าดิบเขา ชาวบ้านได้มีการป้องกันและรักษาป่า มีระเบียบชุมชนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อาณาเขตติดต่อของบ้านดอยปุยทิศเหนือติดกับ ดอยผากลอง บ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ บ้านขุนช่างเคี่ยน ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

แนวกันไฟบ้านดอยปุย ภาพจาก รายงาน “แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงแก้ไขปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน ชุมชนเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ – ปุย จังหวัดเชียงใหม่ จัดทำโดยแผนงานเสริมความเข้มแข็งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาสังคม และสภาลมหายใจเชียงใหม่

มีแนวกันไฟทั้งหมด 5 เส้น คือเส้นที่ 1 บริเวณยอดดอยปุย – หน่วยพิทักษ์ผาดำที่ 1(เส้นถนน) เป็นป่าดงดิบ ช่วงเวลาจัดทำ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวกันไฟมีความกว้าง 7-10 เมตร ระยะทางประมาณ 5 กม. เส้นที่ 2 บริเวณ หน่วยพิทักษ์ผาดำที่ 1-น้ำตกศรีสังวาลย์ เป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ช่วงเวลาจัดทำ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวกันไฟมีความกว้าง 7-10 เมตร ระยะทางประมาณ 3 กม. เส้นที่ 3 บริเวณผากลอง – น้ำตกศรีสังวาลย์ เป็นป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ ช่วงเวลาจัดทำ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวกันไฟมีความกว้าง 7-10 เมตร ระยะทางประมาณ 6 กม. จำนวนผู้ร่วมจัดทำ เส้นที่ 4 บริเวณยอดดอยปุย – ผากลอง เป็นป่าดงดิบ ช่วงเวลาจัดทำ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวกันไฟมีความกว้าง 7-10 เมตร ระยะทางประมาณ 3 กม.  และเส้นที่ 5 บริเวณกิ่วแม่ใน – ป้อมเฝ้าระวังไฟกลางหมู่บ้าน (ป้อมทำพิธี) เป็นป่าดงดิบ ช่วงเวลาจัดทำช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวกันไฟมีความกว้าง 7-10 เมตร ระยะทางประมาณ 4 กม.

โดยจะมีกฎระเบียบ / ข้อตกลงเรื่องการจัดการไฟคือ 1. มีการบังคับให้มีตัวแทน 1 คนต่อครอบครัวมาช่วยดูแลเรื่องการจัดการไฟในหมู่บ้านดอยปุย 2. มีการปรับเงินกรณีที่มีคนไม่ไปทำแนวกันไฟโดยจะถูกปรับเงินจำนวน 250 ต่อ1ครอบครัว

3. ห้ามเผาในพื้นที่โดยเด็ดขาดซึ่งจะยึดตามประกาศที่ราชการกำหนดมาให้ในแต่ละครั้ง

ส่วนบ้านม้งขุนช่างเคี่ยน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย สภาพพื้นที่หมู่บ้านตั้งอยู่บนพื้นที่สูงในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร สภาพป่ารอบหมู่บ้านจะมีทั้งดิบชื้น และดิบเขา อาณาเขตติดต่อทิศเหนือ ติดกับตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่  ทิศตะวันตก ติดต่อกับ แม่ริม – หางดง ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 1 ตำบลช้างเผือก

แนวกันไฟบ้านขุนช่างเคี่ยน ภาพจาก รายงาน “แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงแก้ไขปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน ชุมชนเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ – ปุย จังหวัดเชียงใหม่ จัดทำโดยแผนงานเสริมความเข้มแข็งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาสังคม และสภาลมหายใจเชียงใหม่

มีแนวกันไฟทั้งหมด 2 เส้น คือ 1. เส้นที่ 1 ด้านทิศตะวันตก จากยอดดอยปุย – ดอยหัวหมู – ตัดลงข้ามถนนทางไปสถานีวิจัยฯ  คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไซด์บี – ขนานแนวถนนไปยังจุดชมวิวก่อนที่จะตัดลงไปเจอถนนทางลงห้วยตึงเฒ่า เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร 2. เส้นที่ 2 ด้านทิศใต้ จากสันดอยเหนือลานกางเต้นท์ดอยปุย – ไล่ลงตามแนวสันดอยเหนือขุนน้ำช่างเคี่ยน –ถนนทางลงน้ำตกมณฑาธาร เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร (ปัจจุบันแนวกันไฟเส้นนี้ ไม่ได้ทำแล้วเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าโอกาสที่จะเกิดไฟป่าลามมาทางทิศใต้มีน้อยมาก) แต่มีการทำแนวกันไฟเส้นใหม่เพิ่ม มาบริเวณทางไปห้วยตึงเฒ่า

ส่วนกฎระเบียบข้อตกลงเรื่องการจัดการไฟก็จะยึดแนวเดียวกันคล้ายคลึงบ้านม้งดอยปุย แต่ปรับให้เหมาะสมกับชุมชนคือ 1. ห้ามเผา ถ้าจำเป็นให้บอกคณะกรรมการหมู่บ้าน ถ้าฝ่าฝืนมีบทลงโทษ คือ ครั้งแรกตักเตือน ครั้งต่อไปถ้าโดนการกฎหมายทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะไม่รับผิดชอบ และ 2. ไม่ไปร่วมกิจกรรมทำแนวกันไฟ ปรับ 250 บาท/วัน


แชร์บทความ

🔊

อ่านให้ฟัง

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมืองจ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2025 ประชาธรรม

FacebookTwitterInstagramTikTokYouTube