ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

คุยกับคนม้ง ดับไฟในป่าดิบสุเทพ-ปุย ตอนที่ 2 จิตอาสาดับไฟในป่าที่ไร้สวัสดิการ

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

คุยกับคนม้ง ดับไฟในป่าดิบสุเทพ-ปุย ตอนที่ 2 จิตอาสาดับไฟในป่าที่ไร้สวัสดิการ

เบญจา ศิลารักษ์

12 มกราคม 2569

อ่าน 2 นาที


ฟังบทความ

การดับไฟในป่าดิบสุเทพที่เป็นเขาสูงชัน นอกจากจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางภูมินิเวศน์ของพื้นที่ และกำลังหลักของชุมชนรอบดอยสุเทพแล้ว สิ่งที่ยังคงถูกละเลยและไม่ได้พูดถึงคือการทำงานของชุมชนที่เขาเรียกตนเองว่าเป็น “จิตอาสา” ดับไฟป่า ตลอดระยะเวลากว่าหลายสิบปีที่ปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่าเป็นวาระสำคัญของสังคม ปัญหาที่พูดถึงมากคือทำอย่างไรไฟจะดับ ค่าฝุ่น PM2.5 จะลดลงเท่านั้นเท่านี้ได้อย่างไร  เป็นต้น ใครๆ ก็อยากเห็นท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่กลับมาสดใส มีอากาศสะอาด แต่ยังไม่มีใครพูดถึงในเชิงลึกว่า “ไฟป่าจะดับลง” ได้อย่างไร หากยังไม่มีการดูแลจิตอาสาที่ลงมือทำงานอย่างหนักเพื่อให้ไฟดับ และต้องเฝ้าไฟเป็นระยะเวลายาวนานตลอดฤดูแล้งจนกว่าฝนจะมา ถึงจะเป็นระยะปลอดภัย

“หลักประกันในการเป็น “จิตอาสา” ของชาวบ้านที่ไปช่วยดับไฟ  เช่นเรื่องการคุ้มครองชีวิต สุขภาพ ที่ไม่ใช่เรื่องของความ “สงสาร” ควรจะมีการสนับสนุนให้ชุมชน และควรจะมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบทุกปี ไม่ใช่บางปีได้ บางปีไม่ได้ ซึ่งจะเป็นขวัญและกำลังใจให้กับคนที่จะมาช่วยดับไฟป่า ตอนนี้หมู่บ้านเราคิดเรื่องนี้ว่าคนที่เป็นจิตอาสาเราควรมีการคุ้มครองชีวิตเขาด้วย” เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา กำนันตำบลสุเทพ บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพเล่าถึงความในใจของการเป็นจิตอาสา เขาเห็นว่าชาวบ้านคือกำลังหลักของการดับไฟป่าเพราะเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และอยู่กับป่าทั้งกลางวันกลางคืน และตลอดฤดูกาล  ส่วนอาสาสมัครข้างนอก ยังมีข้ออ่อนว่าจะทำอย่างไรให้ยืนระยะ ไม่ใช่ว่าวันนี้อยากไปก็ไป วันนี้ไม่อยากไปก็ไม่ไป และไม่คุ้นเคยกับพื้นที่

กำนันเล่าต่อว่าสิ่งที่คนภายนอกมักจะมองไม่เห็นในเรื่องรายละเอียดของการจัดการคือการที่เราที่อยู่ในพื้นที่ และช่วยดับไฟป่าตลอดฤดูกาลเป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 เดือน หรือาจจะเกือบถึงครึ่งปี “การดูแลของเราจะต้องดูแลไปจนถึงฤดูฝนฉ่ำ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไฟไม่มาแน่แล้ว” เมื่อนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายจริง ๆ เราต้องใช้เกือบ 1 ล้านบาทต่อฤดูกาล แต่เราได้รับงบสนับสนุนไม่เคยถึง แล้วแต่ว่าจะได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วง เมื่อรวมถึงการบริจาคจากภาคเอกชนก็ยังไม่ถึงอยู่ดี ส่วนที่นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ชุมชนจึงต้องเป็นผู้ควักกระเป๋าจ่าย

กำนันเมธาพันธ์ลองแตกงบประมาณตัวเลขคร่าว ๆ ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ในการไปดับไฟ ป้องกันไฟป่าของบ้านดอยปุยจะมีค่าใช้จ่ายคือ 1.ค่าใช้จ่ายรายวันสำหรับอาสาสมัครดับไฟป่าของชุมชนจำนวน 20 คน x ค่าแรงรายวัน 300 บาท (อันนี้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ) x 100 วัน (ไม่ครบ 5 เดือน) = 600,000 บาท 2.ค่าใช้จ่ายทำแนวกันไฟ 300 คนx 300 บาท x 3 วัน =270,000 3.ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเป่าลม เครื่องตัดหญ้า 40,000 4.ค่าอาหารก่อนทำแนวกันไฟเคลียร์พื้นที่ /เคลียร์เส้นทาง 20 คน 55,000 และ 5.ค่าซ่อมเครื่อง ดูแลรักษาเครื่องมือ 100,000 รวมแล้ว 1,065,000 บาท

ส่วนบ้านขุนช่างเคี่ยน เมื่อเราถามและลองให้คำนวนงบประมาณค่าใช้จ่ายจริงที่ใช้บ้าน 1.ค่าใช้จ่ายรายวันสำหรับอาสาสมัครดับไฟป่าของชุมชนจำนวน 15 คน x ค่าแรงรายวัน 100 บาท (คิดค่าแรงต่ำกว่าบ้านดอยปุย) x 100 วัน (ไม่ครบ 5 เดือน)  = 150,000 บาท บ้านนี้ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังไม่ได้นำมาคิดเป็นตัวเลข เพราะชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาดับไฟป่าจะห่อข้าว และน้ำดื่มไปเอง

เมื่อเราถามว่าหากงบประมาณที่ได้มาไม่เพียงพอ ซึ่งความจริงก็เป็นแบบนั้นมาเป็นส่วนใหญ่ ชุมชนแก้ปัญหาอย่างไร กำนันดอยปุยบอกว่างบประมาณที่เราได้มาเราก็ไม่ได้จ่ายค่าแรงให้กับจิตอาสา ก็ถูไถไปเรื่อย ๆ “เราแค่อยากแตกตัวเลขให้คนภายนอกได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าภาระหนักที่เราทำเมื่อตีมูลค่าแล้วไม่น้อยเลย”

อย่างไรก็ตามกำนันก็ยังเห็นว่าปัญหาการกระจายงบประมาณเพื่อสนับสนุนชุมชนที่มาจากภาครัฐก็ยังมาพร้อมกับความยุ่งยากที่ชุมชนต้องจัดการ เช่นเรื่องตัวชี้วัด และการจัดการเรื่องเอกสาร จนหลายครั้งที่ชุมชนมีความท้อใจ และหาทางระดมทุนด้วยวิธีอื่นแทน นอกจากนี้ปัญหาของการจัดสรรงบประมาณก็ยังเป็นลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง บางปีก็ได้มาก บางปีก็ได้น้อย บางปีก็ไม่ได้เลย

ส่วนชาวบ้านขุนช่างเคี่ยนให้ความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณว่าที่ผ่านมาหมู่บ้านได้งบสนับสนุนจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ปีละ 50,000 บาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องของจิตอาสาโดยแท้ นอกจากนี้เรื่องอุปกรณ์ในการดับไฟป่าก็ยังไม่ได้ถูกนำมาคิดเป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายเพราะอุปกรณ์หลายอย่างก็เสียแล้ว เช่น เลื่อยยนต์ ที่เอาไว้ตัดต้นไม้ที่โดนไหม้แล้ว เครื่องเป่าลมมีเพียง 4 เครื่องที่ไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานช้าลง และเครื่องทำงานหนัก อุปกรณ์ที่ป้องกันตัวเองแทบไม่มี 

นอกเหนือจากงบประมาณ ความท้าทายอีกอย่างคือเรื่องของขอบเขตพื้นที่การดูแล กำนันเล่าว่าเราก็พูดมาตลอดเวลาที่มีการประชุมจังหวัด  คือเรื่อง “พื้นที่สูญญากาศ” ที่ไม่มีใครรับผิดชอบดูแล เป็นปัญหามากในการบริหารจัดการไฟของชุมชน เพราะแผนที่การปกครองกับแผนที่ของพื้นที่เป็นคนละอันกัน ในส่วนของดอยปุยจะมีพื้นที่สูญญากาศตรงแม่แรม ที่อยู่ในเขตปกครองแม่แรม

“ปี 2563 ผมดับไฟทุกวันเป็นเวลาถึง 43 วัน เพราะไฟดับแล้วก็ลุกขึ้นอีกในพื้นที่ที่ไม่มีคนรับผิดชอบ เราไม่สามารถจัดการได้เพราะอยู่นอกเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของเรา

ด้านผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสมคิด ปัญญาดีกล่าวถึงการใช้งบประมาณของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันของจังหวัดเชียงใหม่ว่ามีงบมาจากหลายส่วนที่จะต้องมาบูรณาการกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณปี 2569 นี้จังหวัดเชียงใหม่มีงบประมาณประจำปีที่อนุมัติมาแล้วจำนวน 146 ล้านบาท แต่เป็นของแต่ละหน่วยงานที่เสนอกันมา มีกิจกรรม เช่น การลาดตระเวน การทำแนวกันไฟ การสร้างความชุ่มชื้นของป่า การเพิ่มประสิทธิภาพในการดับไฟปป่า การประชุมอบรม สัมมนา และการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ได้มีการเสนอของบกลางจากรัฐบาลที่จะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีรักษาการ ที่แนวโน้มก็ยังน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ทางจังหวัดเชียงใหม่เสนอ 86,692,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1.งบป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) แบบบูรณาการ ในพื้นที่ป่า เช่น สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง อากาศยานปีกหมุนในการลาดตระเวน ป้องกัน และเพิ่มประสิทธิภาพในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติจำนวน จำนวน 22,389,380 ล้านบาท

2. งบประมาณ 42,749,600 บาทป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) แบบบูรณาการ เช่น เรื่องการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การไถกลบเพื่อลดหมอกควัน 3. ในพื้นที่ชุมชนและเมืองการบริหารจัดการและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) งบประมาณ 4,615,870 บาท เช่น จัดหามุ้งสู้ฝุ่นสำ หรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการ รุนแรง และผู้ป่วยติดเตียงที่มีฐานะยากจน และ 4.การบริหารจัดการจำนวน 16,936,950 บาท

ตารางที่ 1: งบกลางประจำปีที่สำนักงานจังหวัดเสนอ ครม. ยังไม่มีการอนุมัติ

แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาอนุมัติ โดยขั้นตอนการอนุมัติก็จะมีความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้นเพราะจะต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย ทำให้การอนุมัติตัวงบฯ อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันปี 2569

ผอ.สมคิดได้ให้ความเห็นต่องบประมาณที่จะมาสนับสนุนชุมชน และท้องถิ่นจะมาจากหลายส่วน แยกตามหน่วยงาน เช่นงบของกรมป่าไม้นั้นจะมีการถ่ายโอนภาระกิจให้กับอปท. โดยปีที่แล้วสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบฯ ถ่ายโอนภาระกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 19 แห่ง ดังนั้นงบประมาณที่ชุมชนจะสามารถเข้าถึงได้คืองบประมาณนี้ โดยจะมีเกณฑ์การสนับสนุนคือ พื้นที่ดูแลตั้งแต่ 1-5,000 ไร่ ได้รับสนับสนุน 800,000 บาท พื้นที่ดูแล 50,000-100,000 ได้รับงบประมาณ 1,000,000 บาท พื้นที่ดูแล 100,000 ไร่ขึ้นไป ได้ 1,800,000 บาท โดยแต่ล อปท.จะกระจายงบให้แต่ละหมู่บ้านอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้การกระจายงบที่ลงชุมชนก็ยังไม่ครอบคลุมทุกหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตป่าอยู่ดี “แต่ปัญหาการกระจายงบประมาณในปีนี้ อาจจะน่าเป็นห่วงเพราะงบประมาณของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะกระจายให้ อปท. แม้เพิ่มขึ้นเป็น 71 แห่งก็จริง แต่ยอดงบประมาณที่แต่ละ อปท.จะได้รับลดลงไปอีก โดยในปีนี้จะมีงบประมาณที่จะกระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมทั้งสิ้น 13,696,600 ล้านบาท คือสูงสุดที่จะได้รับแค่ 50,000 บาทต่ออปท. และลดหลั่นลงไปจาก 50,000 บาท ตามขนาดพื้นที่ที่ดูแล” ซึ่ง ผอ.สมคิดได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์รับมือฝุ่นควันที่จะถึงนี้ว่าแต่ละชุมชนอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักหน่วงเพราะงบประมาณจะน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่จะมีลักษณะกระจายมากขึ้น

ตารางที่ 2: งบท้องถิ่นที่กรมป่าไม้ถ่ายโอนภาระกิจให้กรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระจายเป็นตำบล

นอกจากงบของกรมป่าไม้ก็จะเป็นงบของกรมอุทยานแห่งชาติ สถานีควบคุมไฟป่าที่จัดสรรให้ชุมชนที่เรียกว่า “หมู่บ้านเครือข่ายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.)” ที่จะดูแลไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ที่จะมีอยู่ประมาณ 40-50 หมู่บ้านในเขตป่า ซึ่งก็รวมหมู่บ้านม้งดอยปุย และขุนช่างเคี่ยนด้วย โดยทางอุทยานฯ จะสนับสนุนเป็นงบประมาณให้แต่ละหมู่บ้านดังกล่าวประมาณ 50,000 บาท เป็นการจัดจ้างอาสาฯ หมู่บ้านละแค่ 3 คน ขณะที่ในความเป็นจริงชุมชนดอยปุย และขุนช่างเคี่ยนใช้กำลังคน ทีมอาสาดับไฟป่าจำนวน 15-20 คน เป็นต้น

ผอ.สมคิดมีความเห็นว่าเรื่องนี้ก็ยังเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขเพราะในความเป็นจริงแล้วเชียงใหม่มีหมู่บ้านที่ติดเขตป่าอยู่เป็นจำนวนเกือบ 2 พันหมู่บ้าน “จะเห็นว่ายังไม่ครอบคลุมทุกหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตป่า จะต้องมีการผลักดันงบประมาณให้กระจายทั่วถึง และเพียงพอ นอกจากนี้ฐานคิดของภาครัฐยังเป็นลักษณะการกระจายเป็นหมู่บ้าน ไม่กระจายงบประมาณเป็นรายหัว เพราะงบประมาณถ้าหากคิดเป็นรายหัวก็จะเป็นงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งคิดว่าภาครัฐมีงบประมาณไม่เพียงพอ อาจจะต้องมีการระดมทุนจากภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย” ดังนั้นการผลักดันเชิงนโยบายเรื่องการกระจายงบประมาณก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน แต่ภาคประชาสังคมและชุมชนอาจจะต้องหาช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติมเช่น การระดมทุนภาคเอกชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองมาที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดเดียวในพื้นที่ภาคเหนือที่มีการควักกระเป๋าจ่ายในส่วนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ผอ.สมคิดให้ข้อมูลว่าปีที่แล้ว (2568) อบจ.อุดหนุนงบประมาณสำหรับการแก้ไขและป้องกันไฟป่าลงไปที่ระดับหมู่บ้านจำนวนรวม 10.9 ล้านบาท

ด้านหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาสนับสนุนชุมชน ผอ.สมคิดให้ความเห็นว่าจะมีหลักเกณฑ์คือ 1. ดูความเข้มแข็งของชุมชน ดูว่ามีการรวมตัวเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันหรือไม่ 2. ดูสถานการณ์ในพื้นที่ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาหรือไม่ และ 3. ในชุมชนมีงบประมาณส่วนอื่นหรือไม่

หากดูงบประมาณทั้งหมดของภาครัฐที่ยังมาจากหลายภาคส่วนก็จะเห็นว่าการกระจายงบประมาณโดยตรงมายังชุมชนยังมีไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดูแลไฟตามที่ทุกฝ่ายคาดหวัง และในหมวดงบประมาณก็ยังไม่มีประเด็นที่ชุมชนเสนอ เช่น เรื่องสวัสดิการสำหรับจิตอาสาชุมชน มีแต่งบประมาณที่เน้นเรื่องการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการดับไฟป่าเป็นด้านหลัก รวมไปถึงงบประมาณที่ ผอ.สมคิดกล่าวทิ้งท้าย เช่น เรื่องสุขภาพของประชาชนก็ยังคงมีงบประมาณที่น้อยเกินไป

การผลักดันให้งบประมาณมีการกระจายอย่างทั่วถึง เพียงพอ และครอบคลุมทุกหมู่บ้านที่ติดเขตป่า รวมถึงครอบคลุมสวัสดิการของประชาชน และชุมชนรักษาป่าจึงเป็นหมุดหมายสำคัญ.


แชร์บทความ

🔊

อ่านให้ฟัง

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมืองจ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2025 ประชาธรรม

FacebookTwitterInstagramTikTokYouTube